โดย : ดร.สาทิส อินทรกำแหง
สวัสดีครับ เมื่อตอนเช้าผมมานั่งฟังอยู่พักหนึ่งเห็นคนเต็มเลยครับ เมื่อวานนี้ก็มาพูด เมื่อเช้าเห็นคนเต็มก็ตกใจ เพราะเรื่องที่พูดวันนี้ก็คือเรื่องของ “มะเร็ง” ตกใจว่าคนเป็นมะเร็งมากขึ้นขนาดนี้เชียวหรือ หรือว่าเมื่อเช้านี้อาจไม่ใช่คนเป็นมะเร็ง แต่อาจสนใจที่อยากจะ

เป็นมะเร็งบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ตามที เข้าใจว่าเรื่องมะเร็งคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เรื่องของมะเร็ง ผมก็บังเอิญจะเป็นอย่างที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทน ท่านว่าจะเกี่ยวกับเจ้ากรรมนายเวรหรือเปล่า ผมต้องมาผูกพันกับเรื่องมะเร็งเป็นเวลาเกือบ 20 ปีเฉพาะในเมืองไทย ตั้งแต่ผมเกษียณอายุมา เมื่ออายุ 60 ปี ตอนนี้ก็อายุเกือบ 80 ปีแล้ว เรื่องมะเร็งที่ผมต้องมาคลุกคลีอยู่นี้ มีหลักเกณฑ์อะไรที่ผมนำมาใช้ในเรื่องของการดูแลผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง ก็ขอตอบว่าประการที่ 1 ได้ศึกษาเรื่องของการแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้ว และก็ก่อนที่จะมายุ่งกับเรื่องมะเร็งก็ได้ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลในโอเรียวกอน สหรัฐอเมริกา คือ โรงพยาบาล เซเค่นฮาร์ท Hospital อยู่ 6 ปี ได้ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลในมหาวิทยาลัยเซียะเหมิน ประเทศจีน อีก 2 ปี และหลังสุดตอนนี้ยังทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่งเป็นเวลา 7 ปีแล้ว จากความรู้ที่ผมศึกษามาจากการที่ทำงานในโรงพยาบาลมา 15 ปีแล้ว ต้องคลุกคลีกับเรื่องมะเร็งมาตลอด เมื่อมาทำงานที่เมืองไทยเกือบจะ 20 ปี ออกจะเป็นแนวใหม่ที่ผมได้นำมาใช้ในการรักษามะเร็งแนวใหม่นั้น ก็คือแนวของ “การแพทย์แบบผสมผสาน” ที่ว่าแนวการแพทย์แบบผสมผสานนั้นคืออะไร คือใช้หลักการแพทย์ปัจจุบันมาผสมผสานกับการแพทย์แนวต่างๆ เช่น การแพทย์แนวของจีน การแพทย์แนวของอายุรเวชของอินเดีย รวมทั้งการรักษาที่เราเรียกกันว่า การบำบัดแบบเธอราปีต่างๆ อีกหลายอย่าง รวมกันแล้วเอามาผสมผสานกัน แต่การแพทย์แบบผสมผสานเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ จะต้องมีหลักการบางอย่างด้วย เช่นว่า ในการรักษาเรายึดเรื่องอะไรเป็นหลัก คำตอบสั้นๆ ก็คือว่า ผมยึดเอาเรื่อง “อิมมูนซิสเต็มส์ (Immune System)” เป็นหลัก อิมมูนซิสเต็มส์ในภาษาไทยนั้นผมเคยตั้งชื่อว่า “ภูมิชีวิต” ทีนี้ถ้าพูดถึงเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์แล้วไปอ้างถึงเรื่องหลักของการแพทย์แล้ว หลายท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่ความจริงแล้วเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์ ขนาดเป็นนักเรียนแพทย์ตั้งแต่ปี 2 ปี 3 ต้องเรียนกันแล้วว่าคืออะไร แพทย์ในเมืองไทยต้องเรียนแน่นอนเพราะเคยเห็นหลักสูตรของแพทย์มาแล้ว แต่กระนั้นก็ตามที เรื่องอิมมูนซิสเต็มส์จะเอามาใช้ในเรื่องของการรักษานั้นไม่ค่อยมี เพราะว่าในเรื่องของการแพทย์ปัจจุบัน เราจะเรียนและยึดเอาเรื่องของโรคเป็นหลัก ส่วนเรื่องของอิมมูนซิสเต็มส์ที่ผมลองเอามาใช้ ว่าที่จริงยากที่จะแสดงตัวให้เห็น เพราะมันจับต้องไม่ได้ว่าอิมมูนซิสเต็มส์มันเป็นอย่างไร แต่โดยเหตุที่ว่าได้ลองปฏิบัติมาเกือบ 20 ปี มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจและน่าสังเกตได้ว่าไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ก็อยากจะขอยกตัวอย่างสักนิดเพื่อให้กลุ่มที่ไม่ใช่แพทย์ไม่ใช่นักวิชาการ พอมองเห็นได้ว่าอิมมูนซิสเต็มส์มันเป็นอย่างไร คำสั้นของผมก็คือว่า มันเป็นพลังที่เกิดในตัวของเราตั้งแต่เกิดพลังจากอิมมูนซิสเต็มส์ และนอกไปจากนั้นยังเป็นกรรมวิธี (Process) หลายอย่างที่สร้างอิมมูนซิสเต็มส์ให้มันเกิดเป็นพลังประจำตัวเราได้ ที่ว่าเป็นกรรมวิธีหลายอย่างผสมกัน จนกระทั่งช่วยรักษา ช่วยป้องกัน และช่วยดูแลสุขภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเราตลอดเวลานี่มันเป็นอย่างไรบ้าง กรรมวิธีตัวอย่างของอิมมูนซิสเต็มส์อย่างง่ายๆ ว่าหน้าตาของมันเป็นอย่างไร คิดว่าทุกท่านคงเคยโดนมีดบาดแล้วคงจำได้ บางทีท่านไม่ต้องะอะไรเลย เพียงเอานิ้วกดไว้เฉยๆ สักพักหนึ่งเลือดก็จะหยุด และถ้าท่านคุ้นเคยกับที่มีดบาดเสมอๆ บางทีไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องหาพลาสเตอร์มาปิดแผล ไม่ต้องหายามาใส่แผล กดไว้เฉยๆ แล้วก็ระวังอย่าให้แผลสกปรก สักพักท่านก็จะเห็นว่าเลือดมันแห้ง พอเลือดแห้งก็ปล่อยไว้สักวันหนึ่งมันก็กลายเป็นสะเก็ด ปล่อยไว้อีกวัน 2 วัน ลองแกะสะเก็ดดูก็จะเห็นเนื้อเยื่อขาวๆ อยู่ใต้สะเก็ดแผล แต่ถ้าไม่แกะ ทิ้งไว้อีก 2-3 วัน สะเก็ดหลุดออกมาเองแล้วเนื้อเยื่อขาวๆ กลายเป็นเนื้อดี นี่มันเป็น Process เป็นกรรมวิธีที่มันติดต่อกันมาหลายอย่าง สิ่งที่ผมอยากจะถามก็คือว่า การที่เลือดออกแล้วไม่ต้องทำอะไรเลือดก็หยุด เนื้อก็กลายเป็นเนื้อดีมันเกิดขึ้นเองโดยที่มันไม่มีอะไรทำให้มันเกิด หรือหลายท่านคงจะตอบว่ามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง แต่อยากจะชี้ให้เห็นนะครับ ที่เป็นอย่างนั้นของมันเองมันมีขั้นตอนของอิมมูนซิสเต้มส์มากมาย โดยที่คุณไม่รู้ตัวว่าอิมมูนซิสเต็มส์ คือพลังวิเศษที่อยู่ในตัวของคุณอยู่แล้ว ผมก็จะถามคำถามอีกนิดหนึ่ง ถ้าสมมุติว่ามีดบาดมือแล้วเลือดไม่หยุดไหลคุณทำอย่างไร เลือดมันก็ออกไปเรื่อยๆ คำตอบก็คือ คุณตาย เลือดไหลไม่หยุด แล้วอะไรทำให้เลือดออกแล้วหยุด มันคือ Process ของอิมมูนซิสเต็มส์ในตัวเรามีสาร Protrombin ซึ่งก็คือกลุ่มของเลือดขาว มันทำให้เลือดของคุณเมื่อถูกอากาศแล้วทำให้เลือดแข็งตัว เพราะมันแข็งตัวเลือดมันถึงหยุด แล้ว Process ต่อไปมันก็กลายเป็นสะเก็ด ซึ่งเป็นสะเก็ดนั้นก็เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าไปอยู่ในแผล แล้วกรรมวิธีต่อไปคือ มีเนื้อเยื่อสีขาวๆ เกิดขึ้น ใต้สะเก็ดก็เป็นกรรมวิธีของอิมมูนซิสเต็มส์เหมือนกัน ตกลงตัวอย่างนี้ เห็นง่ายๆ ว่าอิมมูนซิสเต็มส์เป็นพลังวิเศษที่มองไม่เห็นแต่อยู่ในตัวคุณอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่น บาดแผลจากมีดบาดเกิดขึ้น อิมมูนซิสเต็มส์ช่วยจัดการให้คุณ โดยที่คุณไม่ต้องตาย เพราะว่าเป็นหน้าที่โดยอัตโนมัติ นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ของอิมมูนซิสเต็มส์เพื่อให้คุณรู้ว่ามันมีตัวมีตน ซึ่งคุณสามารถสัมผัสได้แต่คุณไม่ได้สังเกตกลไกของอิมมูนซิสเต็มส์บางอย่าง อย่างเป็นต้นว่าในสมัยนี้อาจไม่มี แต่เมื่อตอนผมเป็นเด็ก บ้านผมอยู่โคราช คนเป็นฝีดาษกันเยอะ และถ้าเป็นฝีดาษแล้วตาย แต่เชื่อไหมถ้าคนที่มีอิมมูนซิสเต็มส์แข็งแรง เขาจะไม่เป็น แต่อันนี้พิสูจน์ยาก แต่คนที่เป็นฝีดาษแล้วไม่ตาย ต่อมาตลอดชีวิตของเขาจะไม่เป็นฝีดาษอีกเลย เพราะอะไร การแพทย์แผนปัจจุบันพิสูจน์ได้สบายมาก ถ้าคุณไปเจาะเลือดดูภูมิคุ้มกันที่เราเรียกในสมัยก่อนว่า Defense System อันนี้คืออิมมูนซิสเต็มส์อย่างหนึ่ง จะพบสารต่อต้านฝีดาษซึ่งคล้ายๆ กับวัคซีน ซึ่งเราเรียกว่า Antibody มันเกิดขึ้นในตัวคุณ ตอนที่เกิดเป็นแผล เป็นดอกเป็นดวง เป็นแผลเต็มตัว อิมมูนซิสเต็มส์ก็เริ่มรู้ตัวแล้ว วิธีที่จะไปสู้กับเชื้อตัวนี้ คือ สร้างภาพซึ่งคล้ายๆ กับวัคซีนเหมือนกับฝีดาษตัวนั้น เข้าไปสู้กับฝีดาษ นี่ก็คืออิมมูนซิสเต็มส์อีกอย่างหนึ่ง ในลักษณะอย่างนี้ ร่างกายเมื่อเกิดมามีอิมมูนซิสเต็มส์แล้ว ทีนี้ต่อมาเมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา อิมมูนซิสเต็มส์ไม่สามารถจะช่วยคุณได้ อิมมูนซิสเต็มส์ก็จะสร้างคล้ายๆ กับสร้างทหารหรือสร้างตำรวจเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อที่จะสู้กับโรคซึ่งต่อไปอาจจะเข้ามาสู่ตัวคุณอีก ถ้าอิมมูนซิสเต็มส์ ไม่สามารถจะสร้าง antibody ขึ้นมาเพื่อที่จะไปสู้กับฝีดาษ ต่อไปคุณก็จะเป็นฝีดาษอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อคุณไม่ตายตอนแรกต่อไปคุณจะต้องตายสักครั้งหนึ่งจนได้ เพราะมันไม่ยอมแพ้คุณ นี่เป็นตัวอย่าง จากตัวอย่างนี้ในสมัยก่อนเรารู้จักอิมมูนซิสเต็มส์ในลักษณะที่เรียกว่า Defense System คือ ภูมิป้องกัน ภูมิป้องกันในที่นี้คือ leukocyte ซึ่งก็คือเม็ดเลือดขาว เมื่อกี้ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องมีดบาด เม็ดเลือดขาวเป็นตัวสำคัญที่ช่วยทำให้เลือดหยุด ทำให้มีเนื้อใหม่ขึ้นมา

ทีนี้วิธีง่ายๆ ที่เราจะรู้จัก Defense System ของคุณ ผมแยกออกเป็น 2 แขน ถ้าแขนขวาคือพวกเลือดขาวมาจากน้ำเหลือง คือ Lymphocyte ข้างซ้ายเป็นพวกพลพรรค ข้างขวาเป็นพวกเจ้านาย ข้างซ้ายเป็นพวกทหารราบ พลตำรวจ สิบตำรวจ เวลาที่เกิดอะไรขึ้นมา ข้างซ้ายของคุณต้องออกมาทำหน้าที่ก่อน เพราะมันมีหน้าที่คล้ายๆ เป็นพลตำรวจ สมมุติมีพวกผู้ร้ายเข้ามาในห้องนี้ พลตำรวจหรือนายสิบตำรวจก็จะเข้าไปล้อมวง ไปล้อมวงไว้ก่อน เราเรียกว่า พวกแมคโครฝาด เสร็จแล้วถึงจะไปเรียกเจ้านาย คือ กลุ่มขวามือ คือ Lymphocyte ซึ่งจะมีเซลต่างๆ ที่มาจากต่อม เช่น ต่อมทอลซิล ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งอยู่ที่รักแร้ ขาหนีบ หน้าอก ใต้คาง ไหปลาร้า ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ ขณะเดียวกันคุณก็มีเจ้านายเหนือขึ้นไปอีก เป็นพวกที่เราเรียกว่า “T-cell” หรือ “B-cell” T-cell นี้ คือ ต่อมไทมัส B-cell คือพวก Bone marrow ซึ่งอยู่ในกระดูกท่อนยาวๆ ของคุณ บางท่านอาจมีเพื่อนฝูงหรือญาติที่เป็นโรคเอดส์ คงจะเคยได้ยินว่าเขาพยายามจะหายาซึ่งจะมารักษาโรคเอดส์ จะต้องหาตัวที่มาบำรุง T-cell หรือ B-cell ของคุณ ถ้าคุณได้ T-cell หรือ B-cell ขึ้นมา และอาหารที่นำมาใช้รักษาโรคเอดส์ ต้องให้โอกาส B-cell หรือ T-cell ทำงานอย่างเข้มแข็ง นี้เป็นตัวอย่างของอิมมูนซิสเต็มส์ ซึ่งมันจะคอยปรับปรุงตัวอยู่เสมอ

ที่นี้ถ้าเอาละเอียดขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง เรื่องของมะเร็งที่หลายท่านสนใจอยู่ ผมก็ถือหลักอิมมูนซิสเต็มส์ ถ้าจะรักษามะเร็งต้องช่วยกันทำให้อิมมูนซิสเต็มส์หรือว่าภูมิชีวิตแข็งแรงขึ้นซะก่อน จะว่าเป็นทฤษฎีก็ได้ ทฤษฎีของผมคือก็ว่าถ้าอิมมูนซิสเต็มส์ของคุณต่ำ คุณถึงได้เป็นมะเร็ง ถ้าอิมมูนซิสเต็มส์ของคุณดีคุณไม่เป็นมะเร็ง ตัวนี้สำคัญนะครับ ตอนนี้มาถึงหัวใจ ที่ว่าผมได้พูดถึงการต่อต้านหรือการรักษามะเร็ง หัวใจของการรักษามะเร็ง ซึ่งผมได้คลุกคลีมากว่า 20 ปี โดยยึดเอาเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์เป็นหลัก เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นทฤษฎีที่ว่า ถ้าคุณเป็นมะเร็ง แปลว่า อิมมูนซิสเต็มส์ของคุณต่ำ เพราะฉะนั้นถ้ารักษามะเร็ง ผมจะต้องทำทุกทางให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้นเสียก่อนเป็นข้อแรก ข้อที่ 2 จะต้องแก้อาการเฉพาะหน้าที่คุณป่วยเป็นมะเร็ง อาการเฉพาะหน้านี้เป็นอย่างไร สมมติว่าเป็นมะเร็งปอด อาการเฉพาะหน้าของคุณคือคุณหายใจไม่ออก คุณจะไอ เจ็บหน้าอก อาจจะมีเลือด เสลดออกมา ซึ่งอาจจะเป็นหนอง นั่นคืออาการเฉพาะหน้าอันเนื่องมาจากมะเร็งปอด บางคนหนักไปกว่านั้น ปอดไม่สามารถจะทำงาน หายใจได้ไม่เต็มที่ ขับน้ำไม่ได้ คุณก็จะมีอาการน้ำท่วมปอด อย่างนี้คือ อาการเฉพาะหน้า เพราะฉะนั้นในเมื่อส่วนหนึ่ง มือขวาผมให้อิมมูนซิสเต็มส์ สูงขึ้น มือซ้ายก็ต้องดูว่าอาการเฉพาะหน้าของคุณเป็นอย่างไร ต้องแก้อาการเฉพาะหน้าไปด้วย

การที่จะทำให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้น คือ เราจะต้องสร้างโปรแกรมในเรื่องของการรักษา เวลาที่ป่วยอย่างนี้ขึ้นมาจะต้องสร้างโปรแกรมขึ้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Protocol ตอนนี้อาจจะไม่สนุกนัก มันเกี่ยวกับวิชาการ เดี๋ยวผมจะมีเพื่อนซึ่งปฏิบัติในเรื่องของอิมมูนซิสเต็มส์ขึ้นมาพูด และตอบคำถามว่าการเพิ่มอิมมูนซิสเต็มส์ทำอย่างไร ผมพูดในตอนต้น พวกต่อมต่างๆ โดยเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดขาว มันเป็นตัวสำคัญในการสร้างพละกำลังให้คุณ แล้วคุณสร้างมาอย่างไร ถ้าคุณเรียนรู้เรื่อง Defense System และอิมมูนซิสเต็มส์ สมัยก่อนที่เรียนกันมาเรื่อง Defense System ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวสร้างเลือด คือ Bone marrow ซึ่งเป็นไขกระดูกอยู่ที่กระดูกท่อนยาวของคุณ ทำอย่างไรให้ไขกระดูกมันแข็งแรงขึ้น ผมจะเอาเรื่องอาหารมาก่อน เพราะอาหารเป็นตัวสำคัญอย่างหนึ่งในการช่วยอิมมูนซิสเต็มส์แข็งแรงขึ้น เมื่อวานนี้ผมได้มาพูดเรื่องอาหารชีวจิต หลายท่านไม่ได้มา คนสมัยนี้กินอาหารผิดกันเยอะแยะเลย เพราะฉะนั้นก็คำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องอาหาร ผมมีหลักง่ายๆ ว่า ประการที่หนึ่ง ต้องใช้อาหารที่ช่วยให้อิมมูนซิสเต็มส์แข็งแรงขึ้น ประการที่สองคุณต้องเลิกอาหารประเภทที่ทำลายอิมมูนซิสเต็มส์ พวกอาหารฟาส์ตฟูดส์ พวกเนื้อ นม หวานมัน ไอศครีม ช็อคโกแลต น้ำอัดลม พิซซ่า พวกแป้งขาวต่างๆ นั่นเองคือตัวทำลายอิมมูนซิสเต็มส์ แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า นั่นคืออาหารที่อร่อย และยิ่งคุณกินมากๆ เข้า จะกินอาหารอย่างอื่นไม่ได้นอกจากพวกฟาส์ตฟูดส์ อันนี้แหละครับที่ทำให้คนเกลียดผม เพราะสิ่งที่ผมแนะนำมักจะค้านกับแฟชั่นกับกระแสนิยมต่างๆ แต่ว่าตัวนี้เป็นตัวสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยให้อิมมูนซิสเต็มส์ของแต่ละคนดีขึ้น และในขณะเดียวกัน ถ้าเมื่อคุณยังกินอาหารพวกนี้ต่อไป มันจะเป็นตัวทำลายอิมมูนซิสเต็มส์ของคุณให้ต่ำลงมากยิ่งขึ้น ตอนที่คุณป่วยอิมมูนซิสเต็มส์ต่ำอยู่แล้ว คุณยังกินอาหารพวกนี้ต่อไปมันก็ยิ่งต่ำต่อไปๆ จนกระทั่งว่า อย่ามารักษากันดีกว่า ไม่มีทาง นี่ข้อที่ 1 เรื่องของอาหาร เรื่องของการที่ช่วยให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้น

ทีนี้ผมมีสูตรสั้นๆ อันหนึ่ง ตรงที่ว่าถ้าจะพูดอย่างข้างต้น ก็พยายามปรับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ที่ป่วยให้ดีขึ้น เพราะชีวิตความเป็นอยู่นี้มันเกี่ยวกับอิมมูนซิสเต็มส์ และชีวิตปัจจุบันไม่พ้น 5 อย่าง คือ กิน นอน ทำงาน พักผ่อน ออกกำลังกาย และก็คนสมัยใหม่รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง ชีวิตประจำวัน 5 อย่างผิดหมด กินผิด นอนผิด ทำงานผิด พักผ่อนผิด ออกกำลังกายผิด แล้วยังแถมตัวสำคัญเข้ามาอีก คือ ความเครียด ความเครียดเป็นตัวทำลายอิมมูนซิสเต็มส์

ยกตัวอย่าง ความเครียดทำลายอิมมูนซิสเต็มส์ได้อย่างไร ก็ทำลายตัวระบบเกี่ยวกับการย่อย ตัวระบบเกี่ยวกับอาหารการกินเวลาคุณเครียดเป็นอย่างไร คุณอาจจะโกรธ อาจจะเครียด หรือแม้แต่ความคิดในทางลบของคุณ อิจฉา ริษยา ทำให้เกิดความเครียดทั้งสิ้น แล้วมันไปทำลาย อิมมูนซิสเต็มส์ ได้อย่างไร ตอนที่ผมเรียน Experimental Psychology เมื่อ 50 ปีมาแล้ว ตอนนั้นเรา ทดลองดูว่าความเครียดทำให้เกิดอะไรขึ้น มีคนไข้อยู่คนหนึ่งป่วยเกี่ยวกับหลอดอาหาร กลืนอาหารไม่ได้ ก็ต้องผ่าตัด ต้องให้อาหารทางช่องท้องเลยนะครับ ไม่เหมือนตอนนี้ที่ให้อาหารทางสาย เมื่อต้องให้อาหารอย่างนั้น สมัยก่อนทางมหาวิทยาลัยเขารับคนไข้คนนี้เป็นคนไข้ในอุปถัมภ์ ก็เป็นคนไข้ที่เป็น Case Study ของเขา เราก็ศึกษาดูคนไข้เราจะรู้ว่าเขาเครียดหรือไม่เครียด และเมื่อเขาเครียดปฏิกิริยาเขาจะเป็นอย่างไรในด้านเกี่ยวกับร่างกาย เราก็พบว่าตรงนี้เราทำท่อไว้ใส่อาหาร คล้ายๆ กับ Stoma มันจะเป็นสีชมพูเรื่อๆ เป็นแผลซึ่งหายแล้ว คุณเอาท่ออาหารใส่เข้าไปได้ สมัยก่อนเราทำไว้อย่างนั้น จะสังเกตได้ว่าถ้าวันไหนคนไข้คนนี้มีญาติมาเยี่ยม ตรง Stoma นี้จะเป็นสีชมพู ถ้าวันไหนหงุดหงิดไม่มีคนมาเยี่ยม มีเรื่องขัดใจ ก็จะกลายเป็นสีคล้ำเกือบจะเป็นสีม่วง แปลว่าเลือดมันไม่มาเลี้ยงตรง Stoma และเห็นได้ชัดเนื่องจากมันเป็นเนื้ออ่อนภายในช่องท้อง เป็นข้อพิสูจน์ง่ายๆ ของจริงจากคนไข้ คุณมีอารมณ์ดีนิดเดียวเท่านั้น ตัวข้างในของคุณซึ่งมันมีเส้นเลือดฝอยมากมาย มันเปลี่ยนสีทันทีจากสีชมพูเป็นสีม่วง แล้วเราทดสอบต่อไป ทดสอบกับสัตว์ก็มีกับคนก็มี เราก็จะได้คำตอบง่ายๆ เคยเห็นไหมครับเวลาที่คุณโกรธ ทำไมมีคำพูด “โกรธจนหน้าเขียว” ทำไมถึงหน้าเขียว เพราะเส้นเลือดของคุณตีบ พอเส้นเลือดตีบมันก็วิ่งขึ้นไปข้างบนไม่ได้ หน้าซึ่งเคยเปล่งปลั่งสีชมพูมันก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว เวลาคุณโกรธระบบภายในร่างกายของคุณมันบีบ มันเครียด มันรัดไปหมด แปลว่าทำให้การทำงานภายในร่างกายผิดปกติ การผิดปกติแบบนั้นแปลว่าอิมมูนซิสเต็มส์ของคุณต่ำ เลือดไม่ไปเลี้ยงทั่วร่างกายคุณจะแข็งแรงไปไม่ได้ แล้วเราก็เคยเจาะผ่ากระเพาะของพวกสัตว์ จะเป็นหนูก็ดี กระต่ายก็ดี แล้วก็สมองของสัตว์ สมัยก่อนนี้มาทดลองกันมาก ตอนสมัยที่เรียน Experimental Psychology ต้องผ่าพวกสัตว์นี้เยอะเลย ผ่าดูว่าส่วนต่างๆ ของสมองเป็นอย่างไร แล้วเราก็ใช้ Electrode จิ้มไปส่วนต่างๆ ของสมอง แล้วตัดไปที่แผง Control แผง Control คุณสามารถบังคับได้หรือไปกระตุ้นได้ว่าตรงนี้มันไปบังคับเรื่องกระเพาะ บังคับเรื่องของน้ำย่อย บังคับเรื่องของตับไตไส้พุง เวลาที่สัตว์จะตกใจ ส่วนต่างๆ ของสมองมันทำให้เห็นภาพหลอน คุณก็ทำอย่างนั้น ไปกดที่ Control นั่น บางทีสัตว์มันกำลังนอนอยู่ดีๆ พอกดตรง Control ที่ทำให้มันเห็นภาพหลอนก็ตกใจลุกขึ้นมา น้ำย่อยมันพุ่งเลย เพราะน้ำย่อยจะขึ้นเวลาที่คุณตกใจ คุณจึงปวดท้องเวลาที่คุณโกรธ บางคนปวดท้องมากๆ เลย เพราะน้ำย่อยมันพุ่ง มันก็กัดกระเพาะ หรือไม่เช่นนั้นก็ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตรงนี้แสดงว่าสภาพชีวิต สภาพความเป็นอยู่แต่ละวัน มีส่วนที่ทำให้อิมมูนซิสเต็มส์ ตกได้ เรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ความโกรธ ความเครียด ความอิจฉาริษยา มีส่วนทำให้อิมมูนซิสเต็มส์ของคุณตกได้ ถ้าสรุปกันอีกที คุณจะทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความเครียดที่เป็นไปในด้านของทางลบ อิมมูนซิสเต็มส์ของคุณตก ทีนี้เราก็จะรู้สาเหตุใช่ไหมครับว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณป่วยโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง นอกจากคุณจะกินผิด นอนผิด ทำงานผิด พักผ่อนผิด ออกกำลังกายผิดแล้ว ความเครียดของคุณยิ่งมีมากอิมมูนซิสเต็มส์ก็ยิ่งต่ำ ผมพูดเอาหลักเพียงง่ายๆ ไว้ก่อน

ทีนี้ผมทำอย่างไร ก็อย่างที่บอก เวลาที่เราจะดูผู้ป่วยโดยเฉพาะคนไข้มะเร็ง ซึ่งตอนนี้ผมไปช่วยที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง วิธีที่เราทำงานกันนะครับ เราใช้หมดทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือกหลายๆ อย่าง ที่ผมเรียกกันว่า “การแพทย์ผสมผสาน” แล้วในข้อนี้ต้องขอความกรุณาขอเครดิตสำหรับผมเองในเรื่องของการแพทย์ทางเลือกที่เป็นหลักเป็นฐานกับเรื่องของการแพทย์แบบผสมผสาน ผมเป็นคนแรกที่นำมาใช้ในเมืองไทย เมื่อมาใช้การแพทย์แบบผสมผสาน ขอย้ำว่าจำเป็นอย่างเหลือเกินที่คุณจะต้องใช้การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นรากฐาน เพราะว่าทุกอย่างที่ทำไปสมควรเป็นเรื่องทางวิชาการ เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเหตุมีผล มีคำตอบ แสดงเหตุแสดงผลได้ชัด เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องใช้การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก พอใช้การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลักแล้ว วิธีที่คุณสร้าง ใช้คำ Protocol หมายความว่า แผนการการรักษา วิธีการวางแผนการการรักษา ซึ่งมันมีหลายขั้นตอน คุณจะทำ Protocol ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างเป็นต้นว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งเมื่อมาหาที่เราก่อน ต้องตรวจ ซึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันต้องใช้การเอ็กซเรย์ อุลตร้าซาวน์ หรืออาจจะต้องทำ CT-SCAN แต่ในด้านของผม ผมจะขอให้เขาตรวจเลือดให้ ถ้าตรวจเลือดก่อนเราจะรู้ได้ทันทีว่าอิมมูนซิสเต็มส์เป็นอย่างไร นี่ในด้านของผม ซึ่งผมจะทำหน้าที่ผสมผสาน พอรู้เสร็จแล้วเราก็ทำโปรแกรม อย่างที่ผมบอกแล้วว่ามือขวาคือทำให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้น มือซ้ายแก้อาการเฉพาะหน้า ทำอย่างไรก็แล้วแต่ว่าคุณเป็นมะเร็งชนิดไหน สมมุติว่าเป็นลิวคีเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือด) ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับเรื่องของเลือด ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องของเลือด ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของไขกระดูก เพราะไขกระดูกเป็นผู้สร้างเลือด วิธีที่จะทำให้ไขกระดูกมันสร้างเลือดที่ดีที่ถูกต้อง เพราะลิวคีเมียส่วนมากเลือดขาวจะสร้างขึ้นมาเยอะ แต่เป็นเม็ดเลือดขาวซึ่งไม่สมบูรณ์และพิการ เมื่อสร้างขึ้นมาเยอะเกินไปนั่นคือความเป็นมะเร็งของเลือดขาว มะเร็งในเม็ดเลือด เพราะฉะนั้นถ้าคุณหาสาเหตุการสร้างของเม็ดเลือดขาวที่พิการ หยุดสร้าง อย่าสร้างเยอะจนเกินไป เพื่อที่มันจะไม่ทำลายเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวตัวอื่น คุณก็จะต้องไปจี้หรือกระตุ้นที่เลือดขาว ที่ Bone marrow ให้มันทำงานดีขึ้น

การแพทย์แผนปัจจุบัน คือ ในเรื่องการให้เคโมเพื่อไปฆ่าเม็ดเลือดขาวที่พิการ แต่เรายังไม่ไปฆ่า เราจะให้ไขกระดูกทำงานให้ถูกต้องเสียก่อน สร้างเลือดออกมาให้ถูกต้อง ก็มียาซึ่งจะไปช่วยให้ไขกระดูกทำงานได้ดีขึ้น วิธีทำทำอย่างไร มีเรื่องอาหาร เรื่องวิตามิน ซึ่งเราถือว่าเป็นตัวอาหารอีก เหมือนกับวิตามินก็เป็น Nutrient หรือสารอาหาร วิตามินก็ช่วยได้ ช่วยสร้างเลือด มีพวกแร่ธาตุซึ่งในเลือดของเรา ร่างกายของเราต้องการอยู่ 18 ตัว ถ้าคุณได้ 18 ตัวครบสมบูรณ์ คุณจำเป็นต้องไปศึกษาวิชาที่เรียกว่า Ortho molecular คือ เรื่องของชีวเคมีที่เกี่ยวกับวิตามินและแร่ธาตุ ตอนนี้คุณจึงจะเอาเรื่องแร่ธาตุและวิตามินหรืออาหารโดยตรง มาช่วยให้ไขกระดูกทำงานได้เต็มที่ และขณะเดียวกันมือซ้าย พวกที่เป็นลิวคีเมียจะมีอาการอ่อนเพลียมากๆ ถึงขนาดยืนขึ้นก็ยืนไม่ไหว มีอาการอย่างนี้ ความอ่อนเพลียแก้ได้หรือไม่ อาหารแก้ได้ วิตามินซึ่งต้องให้โดสสูงๆ ก็แก้ได้ เรื่องของแร่ธาตุแก้ได้ นี่เป็นพวกบำรุง ทีนี้คุณจะต้องทำเป็นขั้นตอน ผมเรียกว่าเป็นขั้นบันได อาจจะว่า 10 ขั้น ขั้นต้นให้ Immune System ทำงานได้ดีขึ้น ขั้นที่ 2 อาการเฉพาะหน้าแก้ให้มันทุเลาลง ทำให้เขาแข็งแรงขึ้น ทำให้เขากินได้ นอนหลับ ขั้นที่ 3 ต้องมาเร่งตัว Immune System เป็นการใหญ่ ถ้าพูดรายละเอียดไปหลายท่านคงมองไม่เห็น เพราะอิมมูนซิสเต็มส์มันไม่มีตัวตน แต่นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของวิธีที่เราช่วยเพื่อนที่เป็นมะเร็ง คือ เน้นที่อิมมูนซิสเต็มส์ และมะเร็งแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระดูก แม้แต่มะเร็งขึ้นสมอง แต่ละอย่างไม่เหมือนกัน พื้นฐานไม่เหมือนกัน วิธีที่เราทำให้อิมมูนซิสเต็มส์ของแต่ละมะเร็งก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหลักง่ายๆ คือว่า มือขวาทำให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้น มือซ้ายแก้อาการเฉพาะหน้า

ถ้าพูดอย่างนี้ผมคิดว่าจะมีคนถามอีกว่า แล้วเมื่อไหร่จะรู้ว่าอิมมูนซิสเต็มส์มันมีหน้าตาอย่างไร ซึ่งความจริงผมเขียนไว้ในหนังสือทั้งหมด ประมาณ 6-7 เล่มจะได้แล้ว อิมมูนซิสเต็มส์อยู่ในนั้นหมด ปรากฏว่าท่านที่จะมาขอคำแนะนำมาคุย หนูกินอาหารสักกี่ครั้งอิมมูนซิสเต็มส์จึงจะดีขึ้น หนูทำดีทอกซ์ต้องทำทุกวันหรือเปล่า วันหนึ่งจะต้องทำกี่ครั้ง กี่วันถึงจะหยุดได้ ผมอุตส่าห์เขียนมาตั้ง 20 ปี หนังสือ 5-6 เล่ม เดี๋ยวนี้ก็ยังเขียนอยู่ เป็นบทความในนิตยสาร ปรากฏว่ายากที่จะพูดให้เข้าใจในที่นี้ ด้วยเหตุที่ว่ามีแต่ท่านที่สนใจเรื่องมะเร็ง แต่คงไม่ใช่ผู้ที่เป็นมะเร็ง เพียงแต่อาจสงสัย เอาเป็นว่าเป็นมะเร็งหรือคิดว่าคุณอยากจะเป็นมะเร็ง ก็มีของฝากว่าลองไปปรึกษาทุกวิธี โดยเฉพาะแพทย์แผนปัจจุบัน ปรึกษาเสียก่อนแล้วไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะว่าหมอสมัยนี้ใจดี ไม่ใช่ว่าพอปรึกษาแล้วจับผ่าทันที อันนี้ไม่มี ลองไปปรึกษาเสียก่อน นั่นวิธีหนึ่ง

แล้วอีกวิธีหนึ่งถ้าสนใจอิมมูนซิสเต็มส์อย่างที่ผมบอก ซึ่งจะว่าเป็นแพทย์ทางเลือกหรือการแพทย์แบบผสมผสานก็ได้ และถ้าเผื่อว่าคุณอ่านหนังสือแล้วคุณเข้าใจ ปฏิบัติได้เลย เพราะมีอยู่หลายคนอยู่ในที่นี้ด้วย เดี๋ยวผมจะเชิญขึ้นมา เพียงแต่ปฏิบัติเท่านั้นอิมมูนซิสเต็มส์ก็ดีขึ้น ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วงว่า ทำไมต้องทำดีทอกซ์ ดีทอกซ์สักกี่วัน พูดถึงดีทอกซ์กันสักนิด เดี๋ยวนี้ดังกันมากๆ เลย ถามกันมาเป็นเรื่องฮิต ผมนี่แหละเป็นคนแรกที่นำเรื่องดีทอกซ์เข้ามาแนะนำในเมืองไทย เดี๋ยวนี้ก็เลยมีผู้เชี่ยวชาญดีทอกซ์กันเยอะแยะเลย แต่ของเราทำดีทอกซ์กันเพื่อลด Toxin ให้ Toxin มันน้อยลงหรือออกจากตัวเราให้หมด แล้วทำไมต้องให้ Toxin ออกจากตัวเรา เพราะ Toxin หรือพิษ เป็นตัวทำลาย Immune System เพราะฉะนั้นเมื่อเราป่วยอิมมูนซิสเต็มส์ของเราต่ำ สาเหตุอย่างหนึ่งเพราะ Toxin ในตัวเรามาก จึงให้ทำดีทอกซ์ เพราะฉะนั้นขอประกาศเลยนะครับ ว่าทำดีทอกซ์สามารถรักษามะเร็งได้นั้น ไม่จริง…ทำดีทอกซ์รักษามะเร็งไม่ได้ ทำดีทอกซ์รักษาพวกท้องอืดท้องเฟ้อได้หรือเปล่า ไม่ได้…ไม่จริง ทำดีทอกซ์รักษาโรคหัวใจได้หรือเปล่า…ไม่จริง ตอบตรงนี้ก่อนว่าไม่จริง เพราะจุดประสงค์การทำดีทอกซ์ ย่อมาจาก Detoxificate Detoxified คำว่า “De” แปลว่า เอาออก ฉะนั้น “Detoxified” ก็คือเอา Toxin ออกเท่านั้นเอง เอาออกเพราะมันเป็นตัวทำลายสุขภาพ

ผมคิดว่าผมพูดเรื่องของหลักที่จะรักษามะเร็ง ด้วยการนำอิมมูนซิสเต็มส์มาใช้มากพอสมควรแล้ว ผมอยากจะให้เพื่อนของเราบางคนขึ้นมาคุย ขอเรียนให้ทราบเสียก่อนว่า การที่ให้เพื่อน 2 คนขึ้นมา มิใช่เป็นการโอ้อวดว่ารักษามะเร็งหาย แต่ผมเชิญให้เพื่อนทั้ง 2 คนนี้มาเพื่อแสดงให้รู้ว่าทฤษฎีเกี่ยวกับอิมมูนซิสเต็มส์มีเหตุผล มีหลักฐานทางวิชาการ ไม่ใช่ยกเมฆเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์หรือภูมิชีวิตขึ้นมา ท่านที่หนึ่งคือ คุณวิจารณ์ หลายท่านที่ไปรำกระบองที่สวนรถไฟที่จตุจักร หรือบางทีเคยไปคอร์สต่างๆ ที่ทางชมรมของเราจัดขึ้น หลายคนจะรู้จักชื่อเสียงคุณวิจารณ์ ท่านเป็นทนายความ หลักฐานดี มีหน้ามีตา แต่ว่าท่านช่วยมาเป็นพี่เลี้ยงของกลุ่มชีวจิต เรียกว่ามาช่วยการกุศล ไม่มีเรื่องเงินทอง ที่ท่านสอนอยู่มากคือการออกกำลังกาย เรื่องรำกระบอง ทั้งที่เจ็บป่วยมาแสนสาหัสจนกระทั่งดี จนบัดนี้หายมา 7 ปีแล้ว หลังจากหายจากมะเร็งแล้วทารุณ ทีนี้หายจริงหรือเปล่า หายเพราะอะไร อิมมูนซิสเต็มส์เกี่ยวหรือเปล่า เดี๋ยวผมอยากจะเชิญคุณวิจารณ์ซึ่งใช้วิธีชีวจิตและอิมมูนซิสเต็มส์ เดี๋ยวนี้ปกติและแข็งแรงกว่าคนที่อายุเท่ากัน ขอเชิญคุณวิจารณ์ขึ้นมาข้างบน

 

อีกคนหนึ่ง คุณชาญณรงค์ เป็นนักธุรกิจตำแหน่งสูงบริษัทเกี่ยวกับน้ำมัน เดิมทีทำงานประจำที่สิงคโปร์ ที่ผมสนใจมากคือว่า คุณชาญณรงค์ก็ป่วยเป็นมะเร็ง รักษาที่สิงคโปร์ ผ่าตัดมาแล้ว ให้เคโมมาแล้ว ปรากฏว่าหมอบอกว่าคงจะไม่ไหว คงจะอยู่ได้ 6-8 เดือน คุณชาญณรงค์ ก็เลยกลับมาเมืองไทย มาหาชีวจิตรักษาอยู่ช่วง 2-3 เดือน จากการตรวจเลือด Scan และทุกอย่าง ผมให้คะแนนคุณชาญณรงค์ว่าหายแล้วอย่างน้อย 90% นี่ช่วงระยะเวลาเพียง 3 เดือน นี่เป็นตัวอย่างที่ใหม่มาก และทั้ง 2 คน ผมคิดว่าคงจะเชื่อได้ในเรื่องของหลักฐาน ไม่มีการสร้างเรื่องราวกัน ขอเชิญคุณวิจารณ์ครับ

คุณวิจารณ์ :

สวัสดีครับ ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องประสบการณ์จากการเป็นมะเร็งเมื่อปี 2540 ผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการเจ็บท้องอย่างเฉียบพลันจนไม่สามารถเดินได้ ขณะทำงานที่ออฟฟิศ ประมาณ 4 โมงเย็น ต้องฝืนใจกลับบ้าน ขณะที่เดินต้องใช้ปลายเท้าเดิน ลงส้นเท้าเมื่อไหร่จะปวดร้าวระบมไปทั้งตัว หน้าท้องปวดไปหมด ปวดลักษณะเกร็งและแข็ง ตกดึกทุ่มหนึ่งมีไข้ขึ้น หาหมอในซอยฉีดยาให้ ตอนเช้าดีขึ้นก็ไปทำงานต่อ ตกเย็นก็ปวดอีก วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ก็ฉีดยาทุกเย็น หมอบอกว่าสงสัยต้องไปอุลตร้าซาวน์ดูว่าเป็นอะไร เย็นวันศุกร์หมอก็ไปต่างประเทศ คืนนั้นผมไม่ได้นอนทั้งคืน ผมปวดมาก เป็นความปวดซึ่งในชีวิตนี้ไม่เคยเป็นมาก่อน วันศุกร์ตัดสินใจเข้าโรงพยาบาล หมอที่โรงพยาบาลก็เลยตรวจทั้งอุลตร้าซาวน์ และ C-T Scan สุดท้ายลงมติว่าต้องผ่าตัด เช้าก็เลยผ่าตัดวันเสาร์ตอนเช้า เวลา 10.30 น. ออกจากห้องผ่าตัดประมาณ 6 โมงเย็น ใช้ช่วงเวลา อยู่ในห้องผ่าตัดร่วม 8 ชั่วโมง ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ ฟื้นจากผ่าตัด 3 วันต่อมา หมอบอกว่าชิ้นเนื้อ ที่ตรวจผลเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ขั้นระยะที่ค่อนข้างอันตราย เพราะมันแพร่ไปต่อมน้ำเหลืองแล้ว สาเหตุที่ปวดท้องเพราะลำไส้ใหญ่แตกจากก้อนมะเร็งซึ่งมันทะลุ โดยกระบวนการแล้วหมอบอกว่าจะต้องเคโม จบเคโมก็ต้องฉายแสง กระบวนการเคโม 14 คอร์ส ตกเวลาประมาณหนึ่งปีจึงครบกระบวนการ ระหว่าง 3 วันแรก หมอได้อดอาหารและน้ำ เพื่อให้แผลที่ลำไส้สมานเรียบร้อยก่อน เจ้านายของภรรยาผมเอาหนังสือมาให้อ่านเล่มหนึ่ง บอกว่าเพื่อนของพี่เองก็เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ทุกวันนี้เขาก็อยู่ได้ เพื่อนเขาคนนี้จบวิทยาศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเอาหนังสือเล่มนี้ออกมาก็คือ “มะเร็งแห่งชีวิต” ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ในระหว่างที่รอที่จะกินข้าวได้ สามวันนี้ก็อ่านแล้วทำความเข้าใจ จากนั้นอาหารมื้อแรกที่กินได้เริ่มต้นจากวันพุธเที่ยง สิ่งที่ภรรยาผมทำให้กินคือ น้ำ RC ตามด้วยข้าวต้ม ขอเรียนตามตรงให้ทราบว่าผมปฏิเสธอาหารจากโรงพยาบาล เพราะเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ผมป่วยนั้นจากที่ผมกินผิดมาตลอด 40 ปี ปัจจุบันอายุ 51 แล้ว

ก่อนออกจากโรงพยาบาลหมอบอกว่า ขั้นตอนต่อไป 3 เดือนข้างหน้ากลับมาหาหมออีกครั้งหนึ่ง เพื่อผ่าตัดซ้ำที่เดิมเพื่อดูว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ไหนบ้าง ตรงนี้ทำให้ผมตกใจมาก ก็ถามหมอว่าไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วหรือที่จะพิสูจน์ว่ามันกระจายไปที่ไหน หมอบอกว่าไม่มีแล้ว ต้องผ่าอย่างเดียว สองต้องเคโมภายใน 20 วันหลังจากผ่าตัด มิฉะนั้นผ่าตัดจะไม่ได้ผล ตรงนี้ทำให้ผมแปลกใจว่า ผ่าตัดทำไมต้องอาศัยเคโม ผมก็เลยถามหมอว่าเมื่อจำเป็นต้องเคโมแล้วทำวิธีไหน หมอบอกว่าต้องเข้าทางเส้นเลือด ถ้าอย่างนั้นเม็ดเลือดแดงของผมก็ต้องโดนทำลายไปด้วย หมอบอกว่าใช่ ฉะนั้นคุณต้องไปกินอาหารเพิ่มเม็ดเลือดแดงเพื่อมารับเคโมต่อ ผมก็เลยอดนึกไปถึงสภาพของนักมวยซึ่งชกจนกระทั่งถึงยก 4 ไม่มีกำลังจะชกต่อ หันหน้าไปมองพี่เลี้ยงเพื่อหวังให้พี่เลี้ยงโยนผ้าขาว แต่พี่เลี้ยงก็ไม่โยนปล่อยให้นักมวยชก กะให้นักมวยตายคาเวที ผมอยู่ในสภาพอย่างนั้น แต่เวลานั้นผมสับสน จะรับดีหรือไม่ ก็ปรึกษากับแฟนผม ตกลงว่ารับคอร์สแรกคอร์สเดียว 5 เข็มติดกัน พอ 5 เข็มติดกันก็คุยกับหมอ เท่าที่หมออธิบายให้ฟัง ผมก็เลยตัดสินใจกับแฟนผมว่าผมหันหลังให้กับวิธีแผนปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้หมอบอกว่าโอกาสที่ผมอยู่ได้เกิน 6 เดือนน้อยมาก ต้องตายภายใน 6 เดือน เนื่องจากมันกระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้ว ผมก็เลยถามหมอว่าถ้าผมอยู่ได้จนครบล่ะ โอกาสผมจะอยู่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ คุณจะอยู่ได้ประมาณ 30% คือหมายถึงใน 100 คน ตาย 70 คน รอด 30 คน ผมจะอยู่ใน 30 หรือ 70 ตอบคุณไม่ได้ อันนี้คือสำหรับผมเองเป็นคำตอบที่ผมฟังมาแล้วไม่ก่อให้เกิดความมั่นใจ ผมเลยตัดสินใจหันหลังให้กับการรักษาและหันมาดูแลตนเองในแนวชีวจิตตลอดระยะเวลาถึงบัดนี้ คือ 7 ปีมาแล้ว จากคำพยากรณ์ว่าตายภายใน 6 เดือน อยู่มาได้ถึง 7 ปี สิ่งหนึ่งที่ผมภาคภูมิใจ ภาคภูมิใจที่ว่า 7 ปีที่ผ่านมา ผมเองและภรรยาผมและเพื่อนๆ ซึ่งอยู่ร่วมกัน ได้ช่วยเหลือ ช่วยดูแลสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งเราเข้าใจ เขาว้าเหว่ เขาหมดที่พึ่ง เราก็ช่วยเขาขึ้นมา อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ครอบครัวของเขาไม่ขาดผัว ไม่ขาดเมีย ไม่ขาดลูก ทำให้ครอบครัวเขาอยู่สมบูรณ์ต่อ หลายท่านมาถามผมว่า กินอาหารชีวจิตอย่างเดียวจะรักษามะเร็งได้ไหม ไม่ได้หรอกครับ ทุกอย่างมันเป็นองค์รวม มันจะต้องไปพร้อมกันหมด คุณต้องออกกำลังกาย คุณต้องกินอาหารให้ถูกต้อง ที่สำคัญคุณต้องมีวินัยต่อตัวคุณเอง คุณจะทิ้งขว้างวินัย ไม่ได้เลย และการที่สร้างอารมณ์ตัวเองอย่าให้เครียดมากเกินไป อันนี้ฟังยากแต่สามารถทำได้ถ้าคุณฝึก มันมีกระบวนการ วันนี้หลังจากที่ออกกำลังกายที่สวนรถไฟจตุจักรแล้วผมก็ตรงดิ่งมาที่นี่ สิ่งหนึ่ง ที่จะเรียนฝากหลายๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้ อาจจะป่วยเป็นมะเร็งอยู่ ถ้าอยากรู้ชีวิตของชาวมะเร็งหรรษา ต้องบอกอย่างนั้น เพราะพวกเราอยู่ที่สวนรถไฟ เราสนุกมาก จะไม่รู้เลยว่าคนนี้เป็นมะเร็ง คือ หัวเราะได้ตลอดเวลา อยากเชิญชวนทุกวันอาทิตย์ 6 โมงเช้าไปพบกันที่สวนรถไฟ สนามกอล์ฟรถไฟเดิม ถนนกำแพงเพชร คุณจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่คุณเอาท่อ PVC ไปหนึ่งท่อน สูงประมาณคิ้ว แล้วคุณจะไปพบว่าที่นั่น แม้แต่อดีตรองอธิบดีตำรวจ รองปลัดกระทรวง หลายท่านไปที่นั่น ปฏิบัติตนเหมือนพวกเราหมด จะไม่มีอะไรติดตัวมาเลย สร้างความสนุกสนานกัน คุณจะพบกัลยาณมิตรที่ดีที่สวนรถไฟ ที่ผมอยากจะพูดในวันนี้มีแค่นี้สั้นๆ

ดร.สาทิส :

คุณชาญณรงค์เพิ่งมาเริ่มชีวจิตอย่างจริงจังเพียง 3 เดือน เดี๋ยวคุณชาญณรงค์จะเล่าให้ฟัง ผมขอย้ำอีกทีที่เชิญเพื่อนทั้งสองคนมานี่ มิใช่เพื่อจะได้อวดว่าเรารักษาได้ เพราะถ้าจะเชิญผู้ที่เรารักษาได้มาจริงแล้วละก็ ห้องนี้ทั้งห้องไม่มีที่จะให้นั่ง คือ โรงพยาบาลที่ไปทำอยู่นั้น เริ่มก็ไม่ได้เก็บสถิติ มาตอนหลังผู้อำนวยการอยากให้เก็บสถิติไว้ 3 ปีหลังเพิ่งมาเริ่มเก็บสถิติ คนไข้มะเร็งทั้งหมด 4,500 คน อย่างน้อยก็ดีขึ้น อย่างมากก็ดีอย่างคุณวิจารณ์ อย่างไม่ดีมีครับ ที่เงียบหายไปจนกระทั่ง Good bye ไปแล้วก็มี แต่ว่าก็เป็นคำตอบเหมือนว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับอิมมูนซิสเต็มส์ยังมีเหตุผลอยู่ เพราะฉะนั้น 2 ท่านที่มาไม่ใช่มาคุยเพื่อจะได้อวดว่ารักษาได้ แต่เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีเกี่ยวกับอิมมูนซิสเต็มส์ ยังน่าสนใจ น่าจะใช้ได้ เชิญคุณชาญณรงค์ครับ

คุณชาญณรงค์ :

สวัสดีครับ ผมเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมก็ไปทำงานประจำที่สิงคโปร์ ก็มาเมื่อต้นปีที่แล้วผมอยากจะลดความอ้วน ก็มาสังเกตตัวเองเวลาอาบน้ำ ก็สังเกตว่าตรงท้องมีรอยนูนขึ้นมา ก็เลยไปหาหมอทำ C-T Scan ก็เข้าใจว่าเป็นเนื้องอก หมอให้ผ่าตัดค่อนข้างด่วนภายใน 2 วัน ตอนนั้นก็เข้าไปผ่าตัดโดยไม่มีญาติเข้าไปเลย คุณพ่อคุณแม่ก็ไปหลังจากผ่าตัด 2 วัน พอผ่าตัดเสร็จคุณหมอไม่บอกอะไรเลยภายใน 1 อาทิตย์ กลัวว่าจะทำใจไม่ได้ เพราะว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ หมอต้องการจะให้ฟื้นตัวก่อนค่อยบอก เป็นเวลา 1 อาทิตย์ หมอก็บอกว่าเป็นมะเร็งช่องท้องระยะที่ 3 ค่อนข้างเป็นระยะสุดท้ายแล้ว หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการคุยกับหมอว่าจะทำอย่างไรดี หมอก็เลยให้แผนทำเคโม 6 คอร์ส ผมก็เริ่มทำเคโมตั้งแต่ผ่าตัดเสร็จ หลังจากพักฟื้น 2 อาทิตย์ก็เริ่มทำเคโมเลย ก็รักษาอยู่ที่สิงคโปร์ 6 เดือน ไม่ได้กลับเมืองไทย ทั้งเพื่อนและแฟนก็ส่งหนังสือมาเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือของ ดร.สาทิส แรกๆ ผมไม่ค่อยได้สนใจเพราะว่าไม่รู้จักชีวจิต ตั้งแต่ที่ผมเรียนหนังสือกลับมา 10 ปี ก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย เพิ่งจะกลับมาอยู่บ้านเมื่อเดือนเมษายนนี่เอง หลังจากพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง อ่านไปอ่านมาที่สะดุดใจมากที่สุด ก็หนังสือที่ชื่อว่า “กูแน่” ที่อ่านเพราะมิใช่เนื้อหา ที่อ่านเพราะรู้สึกว่าคนเขียนตั้งชื่อได้กวนมาก เลยเอามานั่งอ่านดู ก็ได้ศึกษาเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์ (Immune System) ซึ่งตัวเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ อ่านรอบแรกก็เฉยๆ รอบที่สองเริ่มซึมซับเข้ามาว่าสาเหตุที่คนเป็นมะเร็งมันมาจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งตัวเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจริงหรือเปล่า ก็ได้มานั่งคิดดู มีอยู่ส่วนหนึ่งเขียนไว้ว่า “ผู้ป่วยเป็นมะเร็งทุกคนเริ่มด้วยจากการป่วยทางใจ” เราก็เลยคิดว่าเราก็ไม่ได้เป็นโรคจิตหรือไม่เป็นโรคอะไร ก็พยายามหาความหมาย “ป่วยทางใจ” คืออะไร อ่านซ้ำหลายรอบเข้าใจว่า “ป่วยทางใจ” คือ การที่คิดไม่ถูกต้อง การคิดที่เราไม่ได้คิดในแง่ดีตลอด ก็เรื่องงานค่อนข้างเครียดมาก เพราะทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ คนสิงคโปร์เขาทำงานกันอย่างจริงจังมาก ผมก็ทำงานห้าทุ่มเที่ยงคืนเป็นเรื่องปกติ ประเภทว่าเป็นคนหนุ่มก็ต้องการความก้าวหน้า ก็ทุ่มเทให้กับงานเต็มที่ ในระหว่างให้เคโม 6 เดือน ก็มีการทำ C-T Scan ทุก 3 อาทิตย์ ก็ได้ผลดี ผมก็รู้สึกดีใจ ได้ผลดีมาตลอด จนกระทั่งจบคอร์ส 6 คอร์ส ครั้งสุดท้ายหมอก็เลยบอกว่าเราไม่ทำ T-C Scan ดีกว่าทำ เพช-Scan ซึ่งเข้าใจว่าในเมืองไทยยังไม่มี ก็จะเป็นการฉีดสารกัมมันตภาพรังสีเข้าไปในตัวเรา แล้วก็ถ้ามีเซลไหนผิดปกติที่โตเร็ว มันจะไปจับแล้วจะเรืองแสงขึ้นมา ปรากฏว่าผมทำ เพช-Scan สองวันก่อนกลับมาเมืองไทย ซึ่งตอนนั้นในใจคิดว่าแน่นอนเลยว่าคงไม่มีปัญหา เพราะว่าทำ C-T Scan มาทั้งหมด 12 ครั้ง ให้เคโมมา 6 เดือน ไม่เจออะไรเลย แต่ทำเพช-Scan มีปัญหาตามมา ปรากฏว่ามันไม่หมดไปเสียทีเดียว มันจะอยู่ที่ตับอีกประมาณ 2 จุด ตอนนั้นสับสนมาก แล้วหมอก็บอกว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย 3 เดือน คงจะไม่ไหวแน่นอน ซึ่งตอนนั้นก็กำลังจะกลับบ้านแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ไปรอรับ กำลังจะแพ็คกระเป๋ากลับแล้ว จะหันหลังกลับมาผ่าตัดหรือให้เคโมอีกรอบหนึ่งก็ไม่ทันแล้ว ก็พาตัวเองกลับเมืองไทยด้วยจิตใจที่บอบช้ำ ตอนนั้นค่อนข้างมืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี กลับมาถึงเมืองไทยก็จะมาเริ่มงานใหม่ ระหว่างนั้นคุณแม่ก็พยายามติดต่อกับชีวจิต เพราะหลังจากที่เราได้อ่านหนังสือแล้วก็ได้ปรับเปลี่ยนตัวเอง ถึงจะไม่ 100% ก็เรื่องอาหารก็ต้องใช้คำว่า “หักดิบ” จริงๆ เปลี่ยนจากคนที่ชอบทานเนื้อสัตว์มาทานอาหาร แนวทางชีวจิต พอหลังจากนั้นก็ไปทำ MRI-Scan อีกที ก็เห็นว่ามี 2 จุดที่ตับ ซึ่งทางคุณหมอบอกว่าค่อนข้างเสี่ยงที่จะเปิดออกมา เพราะอยู่ใกล้ปอดและขั้วหัวใจ หมอบอกว่ามีอีกวิธีหนึ่งว่าอาจจะต้องใช้วิธีแสงยิงทะลุปอดเข้าไป แต่ก็ไม่รับประกันอีกเพราะอาจทำให้ปอดเสียหาย ระหว่างนั้นคุณแม่ก็ติดต่อทางชมรมชีวจิตจนได้เบอร์มา ผมก็เลยตั้งใจวันหนึ่งเลยนั่งเขียนประวัติตัวเอง เพราะเข้าใจว่าจะพบคุณอา (ดร.สาทิส) ค่อนข้างที่จะลำบาก คุณแม่ก็ได้เบอร์แฟกซ์ของชมรมชีวจิตมา ผมก็เลยส่งประวัติไปรวมทั้งประวัติทางการแพทย์ ทั้งหมดประมาณ 15-20 แผ่น ก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เพราะคุณอา (ดร.สาทิส) ได้โทรศัพท์มาหาผม รู้สึกดีใจมาก ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าไปแล้วจะเริ่มอย่างไรดี ก็ได้ไปคุยกับทางคุณอา (ดร.สาทิส) เป็นคนแรกที่ถามผมเกี่ยวกับว่าระยะเวลา 10 ปี – 15 ปีที่ผ่านมา ผมทำตัวอย่างไรบ้าง กินอย่างไร นอนอย่างไร ทำงานอย่างไร และการคิด คิดอย่างไร ซึ่งเป็นที่น่าแปลกเวลาไปหาหมอทั่วๆ ไป หมอจะต้องการทำลายเนื้อร้าย แต่ ดร.สาทิส มองเป็นองค์รวมว่าทำไมเราถึงมาถึงวันนี้ได้ ทำไมถึงเป็นมะเร็งได้ ทำให้เราฉุกคิด ทางคุณอา (ดร.สาทิส) ก็เริ่มทำโปรโตคอลกันหลังจากที่คุยกันแน่ใจแล้วว่าตัดสินใจ ที่จะใช้แนวทางชีวจิต เพราะว่าผมก็ปฏิเสธทางหมอไป ไม่อยากให้เขาเจาะทะลุผ่านปอด มันค่อนข้างเสี่ยง ผลก็ไม่รับประกัน คุณอาก็เริ่มทำโปรโตคอลให้การปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวัน เรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องออกกำลังกาย เรื่องการทำงาน และเรื่องสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือ การคิดในสิ่งที่ดี ซึ่งเราอยู่ในสังคมโดยเฉพาะอยู่ในกรุงเทพฯ และปัจจุบันผมก็ยังทำงานอยู่ ค่อนข้างยาก แต่ต้องบอกตัวเองว่าต้องทำให้ได้ และหลังจากนั้นมา 3-4 เดือน จนกระทั่งเดือนนี้ เดือนที่ 4 เดือนที่ 5 ก็ผ่านจุด 3 เดือนที่คุณหมอบอกว่าอาจจะต้องเสียชีวิตไปแล้วนะครับ ซึ่งตรวจมาทุกวันนี้แล้วคิดว่ายังไม่เจออะไร ก็อย่างที่คุณอาเล่าว่า 90% หายไปแล้ว ถึงวันนี้ก็มองกลับไปว่า ตัวเองไม่เคยเป็นคน มีวินัยขนาดนี้มาก่อนในการใช้ชีวิต การที่เป็นมะเร็งทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้นครับ

ดร.สาทิส :

สำหรับคุณชาญณรงค์ ที่คุณชาญณรงค์เป็นจริงๆ ที่ Peritoneum มันมีต่อมน้ำเหลือง จากที่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งทางสิงคโปร์เขาเห็นว่ามีกระจายไปทั้งหมดแล้ว แต่ให้ตัว Primary คือตัวตั้งต้น เขายังไม่แน่ใจ แล้วพอดีไปพบจุดที่ตับอีก เขาก็เลยวินิจฉัยมาคือว่าเป็นเพียง ขั้นที่ 3 แต่เรื่องตัวตั้งต้นเขาไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นเคโมที่ให้มันเป็นลักษณะที่ครอบจักรวาล ที่นี้ตอนที่คุณชาญณรงค์มาที่เรา อยากจะชี้ให้เห็นสักนิดหนึ่ง ถ้าหากว่าท่านมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของเลือดและการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต อะไรๆ มีความต้องการแค่ไหน ตอนที่เริ่มมาผมอยากจะชี้ให้เห็นเพื่อที่จะได้เป็นตัวอย่างว่าเราจะใช้เป็นที่สังเกตสำหรับบางท่าน หรือสำหรับเพื่อนฝูง พี่น้อง ตอนที่มานี่ผลเลือดจากสิงคโปร์คอเลสเตอร์รอลสูงเกินไป 227 และไตรกลีเซอร์ไรด์ก็สูง การทำงานของตับไม่ดี ปกติที่สิงคโปร์เขาให้ Liver Function ให้ 54 UL/ลิตร แต่คุณชาญณรงค์ ขึ้นถึง 78 สูงมาก เรื่องของตับอ่อนสูงอีกเหมือนกัน เกินตัวสูงสุดคือ 50 ขึ้นมาถึง 72 แล้วในขณะเดียวกันถ้าดูตัวอื่นประกอบ เป็นต้นว่าดูเรื่องการทำงานของไต ครีอะตินิน สูงถึง 84 ตอนที่กลับมานั้นไตล้มแล้ว ตับล้มแล้ว หนักนะครับ ถ้าดูจากอาการนี้จะหนัก พอเราเริ่มให้อย่างที่ผมบอก ว่าเริ่มจะทำอย่างไรให้อิมมูนซิสเต็มส์มันดีขึ้นๆ ในช่วงระยะเดือนแรกที่คุณชาญณรงค์มาคือเดือนเมษายน รักษาได้เดือนเดียวตับลงไปจาก 78 เหลือ 40 ขั้นชนเพดานพอดี ที่ผมยังเป็นห่วงอยู่อย่างหนึ่ง ที่เราเรียกว่า CBC-Complete Blood Count จะดูที่อีกตัวคือ Blood Differential ซึ่งมีตัวต่างๆ ที่เป็นตัวย่อยของเม็ดเลือดขาวบางตัว จะบอกว่าระบบอะไรที่ยังทำงานไม่เต็มที่และยังมีอาการอักเสบอยู่ มีอยู่ตัวหนึ่งที่เรียกว่า EOS ซึ่งเป็นตัว Differential ซึ่งเราใช้วินิจฉัยได้ EOS เป็นตัวละเอียดตัวหนึ่งของเลือดขาว พอเราเริ่มทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน EOS ขึ้นมา ตั้งแต่ 4 แล้วลงมาเหลือ 2 ขึ้นไป 6 ไป 10 อีก เพราะสูงสุดเราให้เพียงแค่ 6 ถ้ามันสูงไปกว่านั้น โดยเรื่องชีวจิตผมจะไม่ชอบเรื่องของ EOS เพราะมันแสดงให้เห็นว่ามันมีอาการแพ้ และมีให้เห็นว่า เรื่องการติดรสอาหาร ติดมากเหลือเกิน พวกฟาสต์ฟูดส์ พวกหวาน พวกมัน นี่แก้ไม่ได้ ที่นี้เมื่อจาก 4 ลดมาเหลือ 2 ผมว่าดีแล้ว เอ๊ะ! ทำไมขึ้นไปอีก 6 แปลว่าเรื่องอาหารการกินยังคุมไม่ได้เต็มที่ ก็มีการติวกันเป็นการใหญ่ พอมาถึงเดือนกรกฎาคม จาก 10 ลงมา 8 พอมาถึงเดือนที่แล้ว เดือนสิงหาคม ลงมาเหลือ 5 ค่อยลงมาถึงระดับปกติแล้ว ขณะเดียวกันเรื่องตับอะไรนี่ดีหมด ทุกอย่างลงมาเหลือ 20 กว่า สูงสุดถ้าเกินขีดไปถึง 40 แต่คุณชาญณรงค์ลงไปเหลือ 20 กว่า ขณะเดียวกันเลือดขาวขึ้นไปถึง 6 พันกว่า ฮีมาโตคิต 40% กว่า นี่แข็งแรงดีมากเลย แล้วก็ดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดูหน้าดูตาแกก็ดี ผมก็เลยบอกโอเค เราก็ชนะแล้วกรณีของชาญณรงค์

ทีนี้เป็นที่สังเกตทั้งคุณวิจารณ์และคุณชาญณรงค์ ทั้งสองคนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเหลือเกิน เวลาทำโปรโตคอลของการปฏิบัติตัว สองคนทำอย่างชนิดที่ถวายหัวเลย และไม่มีคำถาม ไม่มีการต่อรอง นี่คือความดี และผมคิดว่านี่เป็นความสำเร็จของทั้ง 2 ท่าน และอีกอย่างหนึ่งผมพูดแล้วพิสูจน์ไม่ได้คือ “กำลังใจ” กำลังใจหมายถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้ ขณะเดียวกันก็ได้กำลังใจจากไหน จากครอบครัว จากคุณพ่อคุณแม่ จากพี่ จากน้อง อย่างคุณวิจารณ์ ครอบครัวดีเหลือเกิน ที่หายต้องไปกราบใครรู้ไหมครับ…ไปกราบเมีย คุณวิจารณ์หายเพราะเมีย อุตส่าห์หุงหาอาหาร ดูแลเรื่องความเข้มงวดในการปฏิบัติตัว สำหรับคุณชาญณรงค์กำลังใจที่ดีที่สุดคือคุณแม่ จริงๆ ผมเห็นว่าตั้งแต่ตอนแรกที่พบกับคุณชาญณรงค์ รู้สึกว่ามีหวัง คงชนะแน่ เพราะเห็นความตั้งใจของคุณแม่ เห็นความรักความห่วงระหว่างแม่กับลูก คิดว่าเป็นยาที่ช่วยให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้นอย่างมากมาย ทั้งหมดเป็นตัวอย่าง เรามีอีกเยอะ หลายพันคน นี่เป็นตัวอย่างไม่ใช่เพื่อมาคุย แต่เพื่อมาชี้ให้เห็นว่าถ้าจะเอาเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์ อย่างจริงจังนี่มันได้ผลครับ เพราะฉะนั้นทฤษฎีเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์ ผมอยากจะฝากไว้ ตอนนี้ใครมีคำถามเชิญครับ

คำถาม :

ขอเรียนถามทั้ง 2 ท่านครับ อาการก่อนที่จะทราบว่าเป็นมะเร็ง มีอาการอย่างไรบ่งบอกบ้างครับ?

คุณวิจารณ์ :

สำหรับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้แสดงว่าคุณเป็นมะเร็งแล้ว คือ

1.มันจะมีอาการสำแดงออกมาในระยะต้น ผมผ่าตัดประมาณตุลาคม 40 ประมาณมกราคม 40 จะมีอาการปวด ปวดแบบกระชั้น ปวดอยู่ประมาณ 2 นาที แล้วจะหายประมาณ 1 นาที แล้วปวดอีก ปวดจากท้องขึ้นมาเรื่อยๆ จะเป็นอย่างนั้นทั้งวัน ปวดสลับหาย แล้วก็หายไป แล้วมาอีกครั้งหนึ่งอีก 6 เดือนต่อมา ประมาณเดือนสิงหาคม ก็มีอาการอย่างนี้อีก นี่คือสัญญาณตัวหนึ่ง แต่สัญญาณที่ส่งว่าเป็นแล้วก็คือข้อหนึ่ง

2.คือการขับถ่ายไม่ตรงเวลา บางทีก็เป็นน้ำๆ บางทีก็เนื้อๆ คือ ท้องเสียสลับกับท้องผูก แต่โชคดีที่ไม่มีเลือด นี่คืออาการ ขอบคุณครับ

ดร.สาทิส :

ขอแถมอีกนิด ในด้านการแพทย์ ถ้าหากไม่ถึงขนาดที่ปวดจนกระทั่งรู้สึกเหมือนจะขาดใจแล้วละก็ หมายความว่า มันคงจะยังไม่มีอาการแตกในลำไส้เหมือนอย่างคุณวิจารณ์ ถ้าหากตรวจแล้วทำ “ไดอ๊อกซี” ด้วยการเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลก็จะแน่นอน ขั้นต้นสมมุติว่าทำ อุลตร้าซาวน์ หรือ CT-SCAN พอจะทราบอย่างน้อยๆ 60 – 70% แต่ถ้าเอาชิ้นเนื้อไปตรวจก็จะ 100% เลย

คำถาม :

ขอเรียนถามท่านอาจารย์ ดร.สาทิส ครับ จากการฟังคำบรรยาย เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ป่วย หรือผู้ที่ต้องการความเชื่อมั่นในผู้ที่ไม่เป็นมะเร็ง การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะสร้างความเชื่อมั่นหรือเปล่า ว่าคนไข้คนนี้ไม่เป็นมะเร็งแน่นอน หรือคนปกติไปตรวจทางห้องปฏิบัติการและจะสร้างความเชื่อมั่นว่าปลอดภัยดร.สาทิส :

เรื่องที่จะรับประกันว่าจะไม่เป็นมะเร็ง ผมว่าน่ากลัวจะยาก เพราะไม่รู้ว่าจะไปตรวจอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน หรือว่าอยู่ดีๆ ถ้าเราไม่ไปตรวจเราก็ใช้วิธีสังเกตตัวเอง อันนี้คงยากที่จะตอบได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่เป็นมะเร็ง ถ้าเป็นจะเป็นเมื่อไหร่ เป็นมากเป็นน้อย ยากที่ตอบ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเผื่อว่าอยากจะคิดเอาเรื่องของอิมมูนซิสเต็มส์ อันนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ถ้าเราจะดูอิมมูนซิสเต็มส์ว่าจะต่ำหรือไม่ เราดูตามลักษณะแบบชาวบ้านก็ได้ เช่น อยู่ๆ ขึ้นมา เพื่อนๆ ของเราอายุเท่ากับเราอายุ 30 ปี เพื่อนเราก็อายุ 30 ปี แต่เมื่อเขาตื่นขึ้นมา ตื่น 6 โมงเขาก็ตื่นได้แล้วก็ไปทำงานได้ บอกให้เขาไปวิ่งสัก 100 – 200 เมตร เขาก็วิ่งได้อย่างสบาย ตัวเราตื่นขึ้นมา อยากจะตื่น 6 โมง ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วแต่ลุกไม่ไหว พอพรุ่งนี้จะตื่น 6 โมงอีก ลุกไม่ไหวอีก พอไปถึงที่ทำงานคุณก็หลับๆ ตื่นๆ ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีจิตใจ ไม่มีลักษณะที่จะทำงานได้ มันเกี่ยวกับเรื่องจิตใจบางครั้ง ไม่มีสมรรถภาพที่จะทำได้อย่างสดชื่น มีเรี่ยวมีแรงมีน้ำใจอยากที่จะทำงาน นี่เพียงแค่นี้ผิดปกติแล้ว คนอายุ 30 ปี เขาทำอะไรต่ออะไรได้ แต่เราอายุ 30 ปี เราทำไม่ได้และยิ่งไปกว่านั้น บังเอิญมาอยู่ใกล้ผม อายุ 80 ปี มันบ้าหรือเปล่า ตื่นตี 4 อาบน้ำอาบท่า พอตี 5 ไปตีเทนนิส บ้าหรือเปล่า พอถามผม ผมบอกว่าบ้า…ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ตื่นตี 4 ขึ้นมาตีเทนนิส แล้วคนอายุ 30 อย่าว่าตั้งแต่ตี 4 ตื่น 6 โมง 7 โมง ยังไม่ได้ ยิ่งผิดปกติสาหัสแล้ว ถ้าเริ่มผิดปกติคุณก็ดูต่อไป ตามหลักชีวจิตง่ายๆ ไม่ต้องดูว่าคุณเป็นมะเร็งหรือไม่เป็นมะเร็งหรอกครับ ดูว่าชีวิตประจำวันของคุณมีอะไรผิด คุณกินผิดหรือเปล่าอย่างที่ผมบอก คุณนอนผิดหรือเปล่า หลายคนบอกว่านอนวันละ 8 ชั่วโมง ตามตำราที่เขาสอนมา แต่มีใครสอนไหมครับ นอนต้องนอนให้หลับสนิทและนอนอย่างชนิดหลับลึกด้วย และสอนหรือเปล่าว่าคุณไม่ต้องนอน 8 ชั่วโมง ถ้าคุณหลับสนิทคุณหลับลึก คุณนอน 5 ชั่วโมงก็พอ 6 ชั่วโมงก็พอ แล้วก็ยังมีความสุข แข็งแรงด้วย นั่นแสดงว่าอิมมูนซิสเต็มส์ของคุณดี กินให้ถูก นอนให้ถูก ทำงานให้ถูก มีความสุขยืนยาว หลายคนถามตัวเองว่า ทำงานมีความสุขไหมครับ พอไปที่ทำงาน เห็นโต๊ะทำงาน เห็นหนังสือตั้งเป็นกองๆ ไปถึงกุลีกุจอเซ็นหนังสือให้เสร็จ ทำคอมพิวเตอร์ให้เสร็จ เห็นหน้าเจ้านาย เห็นหน้าเพื่อนฝูง แหมดีใจจังเลย มีความสุขไหมครับ ถ้าไม่มีอิมมูนซิสเต็มส์ของคุณแย่แล้วครับ ไม่มีความสุขในการทำงาน วันหนึ่งทำงาน 8 ชั่วโมง 1 ใน 3 ของชีวิตคุณ คุณเกษียณอายุ 60 ปี คุณไม่มีความสุขในการทำงาน มันแปลว่าอะไร คุณเสียเวลาของชีวิตของคุณไป 20 ปี แล้วถ้าคุณนอนไม่มีความสุข คุณนอนไม่ถูก คุณนอนไม่หลับสนิท คุณนอนไม่หลับลึก คุณเสียเวลาไปอีก 20 ปี ตกลงคุณอายุ 60 แล้วคุณเกษียณ ชีวิตคุณหมดค่าไปแล้ว 40 ปีฟรีๆ แล้วเหลืออีก 20 ปีล่ะ ออกกำลังกายก็ไม่เคยออก พักผ่อนคุณก็ทำไม่เป็น คำถามก็คือแล้วคุณเกิดมาหาอะไรก็ไม่รู้ 40 ปี เสียไปแล้ว 20 ปีก็เสียไปอีก นี่คือวิธีคิดแล้วง่ายๆ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบว่าคุณจะไม่เป็นมะเร็งคงต้องไปตรวจต่อนะครับ ตรวจอย่างง่ายๆ ตื่น 6 โมง ไม่ไหว กินไม่ถูก นอนไม่ถูก ทำงานไม่ถูก ออกกำลังกายไม่ถูก พักผ่อนไม่ถูก ไปดูหมอก็ได้ ผมเป็นมะเร็งหรือเปล่า หมอก็ไม่ต้องถามหรอกว่าคุณเกิดวันไหน ปีอะไร เดือนอะไร เขาถามเพียงแค่นี้ กินก็ไม่ถูก นอนก็ไม่ถูก พักผ่อนก็ไม่ถูก ออกกำลังกายก็ไม่เคยออก ตายเสียดีกว่า ไม่ต้องเป็นมะเร็งหรอกคำถาม :

ขอเรียนถามอาจารย์ว่า ถ้าในกรณีที่คนไข้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และอายุมากแล้ว คือ คุณแม่จะใช้ชีวจิตได้ไหมคะ เพราะกลัวว่ารำกระบี่กระบองแล้วจะไม่ไหวค่ะดร.สาทิส :

จะรำออกกำลังกาย รำตะบองอย่างเดียวคงจะรักษามะเร็งไม่ได้อย่างที่ผมคุยมา แต่ตอนนี้ถ้าจะดูแลเรื่องมะเร็ง เราก็ต้องไปดูเรื่องอิมมูนซิสเต็มส์เสียก่อน ถ้าป่วยอย่างเรื่องลำไส้ใหญ่อย่างคุณวิจารณ์ คุณแม่คงอายุมาก แต่คุณวิจารณ์อายุน้อยกว่า แต่ขณะเดียวกันทั้งคุณแม่และคุณวิจารณ์จะเคยทำอะไรผิดๆ ในชีวิตประจำวัน กินไม่ถูก นอนไม่ถูก อาจจะเหมือนกับทั้ง 2 คน ฉะนั้นควรแก้เรื่องอาหารก่อน กินให้ถูกซะ ทีนี้เรื่องการรักษา อาจจะคุยกับคุณวิจารณ์ก่อนก็ได้ ว่างๆ ลองไปที่ศูนย์รถไฟฯ ลองคุยกับพี่เลี้ยงก่อน ถ้าพี่เลี้ยงเห็นว่าน่าจะแก้ได้ เรื่องยา เรื่องอะไรต่ออะไรอาจจะช่วยได้ เราคงจะได้คุยกันต่อไปนะครับ ต้องเป็นขั้นๆ ไป อย่างนั้นดีกว่าครับคำถาม :

เท่าที่ฟังจากคุณชัยณรงค์ ไม่ทราบว่าการทำงานจะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ ผมได้ยินมาว่านักร้องดังท่านหนึ่งได้ทำงานกลางคืนมาตลอด แล้วต้องผ่าตัดลำไส้ เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเพราะ พักผ่อนไม่เพียงพอดร.สาทิส :

ผมคิดว่าคงจะมีส่วน ถ้าคิดแบบชีวจิต คำถามและคำตอบมีอยู่อันเดียวว่ามันทำลายอิมมูนซิสเต็มส์หรือเปล่า ถ้าเผื่อกินไม่ถูก พักผ่อนไม่ถูก มันก็ทำลายอิมมูนซิสเต็มส์ ถ้าอย่างนั้นมีส่วนครับที่ทำให้เป็นมะเร็งคำถาม :

ดิฉันเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมค่ะ อยากจะทราบว่าพืชที่ตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMO ทานได้ไหมค่ะดร.สาทิส :

เรื่อง GMO คงต้องพูดกันยาว ตอนนี้ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า พืช GMO มันเป็นอันตรายหรือไม่ คงมีถั่วเหลืองที่เขาเริ่มใช้ GMO กันแล้ว สมมติว่าพืช GMO มันเป็นส่วนที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ กว่าจะหาคำตอบได้ก็คงต้องเป็น 10 ปี ไม่มีคำตอบครับ เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งหรือเปล่า ยังไม่มีคำตอบครับคำถาม :

สวัสดีครับอาจารย์ ผมเคยอ่านหนังสือเจอเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยเชื้อจุลินทรีย์ ไม่ทราบว่าใช้ได้จริงหรือเปล่า และถ้าได้ควรใช้ปริมาณเท่าใดครับดร.สาทิส :

ใครจะว่าอย่างไร ผมไม่กล้าไปเถียงหรอกครับ แต่ถ้าจะเอาทฤษฎีหรือจากประสบการณ์จากความรู้ที่เรียนมา มีอยู่คำตอบหนึ่งที่อยากให้จำไว้เป็นข้อสังเกตว่า “ไม่มียาใดในโลกนี้ที่รักษามะเร็งได้” เพราะมะเร็งมันไม่ใช่โรค มีอยู่คำหนึ่งที่อยากจะพูด คือว่า โรคซึ่งมันเป็นโรค หมายความว่าโรคที่มันเป็นเชื้อโรค มียารักษาได้ แต่โรคหลายโรคมันไม่ใช่โรค ไม่ใช่โรคซึ่งมีเชื้อโรคมะเร็งไม่มีเชื้อโรค โรคหัวใจไม่มีเชื้อโรค เบาหวานไม่มีเชื้อโรค พวกนี้จึงไม่มียารักษา แต่ถ้าไปเอาหลักของชีวจิตหลักหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างของชีวจิตถูกต้องไปหมด หลักหนึ่งซึ่งเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ถ้าอิมมูนซิสเต็มส์ของคุณต่ำหรือไม่มีเลย โอกาสที่จะเป็นมะเร็งสูง และพิสูจน์ได้อีกอย่างหนึ่งว่าถ้าคุณเป็นมะเร็ง อิมมูนซิสเต็มส์คุณต่ำอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นวิธีของเราที่พูดมาแต่แรก ถ้าคุณช่วยให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้นๆ และขณะเดียวกันอาจจะมีอาการเฉพาะหน้า ก็ไปแก้อาการเฉพาะหน้าด้วย พร้อมกับทำให้อิมมูนซิสเต็มส์ดีขึ้นด้วย และก็ปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย รวมทั้งจุดที่สำคัญ คือ เรื่องความเครียด แก้ความเครียดให้ได้ด้วย ทั้งหมดคือสิ่งที่ทำมาแล้วได้ผลดีมา อย่างน้อยที่สุดคนซึ่งมีจำนวน ถ้ามีคณะที่อยากจะสำรวจจริง ผมจะดีใจมาก เชิญเลย อย่างน้อยเรามี List ให้คุณดู มีหลักฐานการตรวจ การพยาบาล การรักษา 4,500 คน อยากจะเชิญให้ไปทำการวิจัยได้เลย นี่คือหลักของอิมมูนซิสเต็มส์ครับ แต่ถ้าพูดถึงยา ตามประสบการณ์ของผมไม่มียาครับคำถาม :

ขอถามอาจารย์ 2 ข้อค่ะ1.เรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะตนเอง ไม่ทราบว่ามีผลดีอย่างไรค่ะ

2.เรื่องวิตามินที่หนังสือชีวจิตแนะนำ สามารถซื้อจากองค์การเภสัชกรรมได้ไหมค่ะดร.สาทิส :

“เรื่องดื่มน้ำปัสสาวะ” เมื่อวานผมก็ตอบไปแล้วนะครับข้อที่ 1 ตัวผมเองไม่เคยบอกว่าให้ดื่มน้ำปัสสาวะ แต่ผมเคยเขียนในเชิงวิจัย เล่าให้ฟังว่าประวัติของน้ำปัสสาวะมันเป็นอย่างไร แล้วก็พระบางท่านดื่มน้ำปัสสาวะ เพื่อทดลองดูว่าเวลาท่านธุดงค์จะดื่มน้ำปัสสาวะแทนน้ำได้หรือไม่ ปรากฏว่าใช้ไม่ได้ นี่เป็นการทดลองของท่านอาจารย์ชา

ข้อที่ 2 การดื่มน้ำปัสสาวะ ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยา สมัยโบราณเขาใช้น้ำปัสสาวะจากเด็ก 2 ขวบ ซึ่งปัสสาวะสะอาดและใช้เป็นน้ำกษัยยา ไม่ได้ใช้ดื่มข้อที่ 3 ผมแนะนำไปถึงเรื่องการค้นคว้าว่าจะได้อะไรจากน้ำปัสสาวะ ปรากฏว่ามีประโยชน์ แต่ในด้านทางปฏิบัติใช้ไม่ได้ เพราะถ้าคุณจะเอาอินเตอร์เฟอร์รอนสกัดจากน้ำปัสสาวะ ต้องใช้ปัสสาวะเต็มห้องประชุมนี่ จึงจะสกัดอินเตอร์เฟอร์รอนที่พอจะใช้เป็นยาได้ ในด้านทฤษฎีใช้ได้ แต่ในด้านปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ คำตอบสุดท้าย ผมไม่ได้เป็นคนแนะนำให้ดื่มน้ำปัสสาวะ

“เรื่องวิตามินขององค์การเภสัชกรรม” ใช้ได้ครับ แต่เท่าที่ผมทราบ องค์การเภสัชกรรมยังไม่สามารถผลิตวิตามินได้ครบทุกตัว เวลาใช้วิตามินบางตัวต้องใช้โดสสูง ก็เข้าใจว่ายังไม่มีใครผลิตโดสสูง เพื่อใช้เป็นยาได้ในประเทศไทย ถ้าเป็นวิตามินที่กินตามปกติทุกวันเพื่อป้องกันการขาดวิตามิน อันนี้ผลิตได้ง่าย แต่ถ้าจะใช้วิตามินเป็นยาต้องใช้โดสสูงๆข้อแนะนำจากผู้เข้าร่วมสัมมนา :

ปัจจุบันเป็นมะเร็งที่ตับ แต่เคยเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อน อยากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ ว่าให้สังเกตอุจจาระครับ ตั้งแต่วัยรุ่นผมเป็นคนถ่ายตรงเวลามาก วันหนึ่งถ่ายอย่างน้อย 1 ครั้ง ตอนตีสี่ถึงตีห้า จนกระทั่งปัจจุบันนี้ที่เป็นมะเร็งตับ ก็ตรวจเจอแบบบังเอิญ อยากให้ข้อสังเกตเพื่อนสมาชิก ว่าการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ้าท่านอุจจาระแล้วกรุณาดูซักนิด ผมสังเกตตัวผมเองว่า อุจจาระปกติมันต้องเป็นก้อนกลม ถ้าเริ่มแบนเมื่อไหร่ให้สังเกตว่าอาจมีอะไรผิดปกติ อย่างผม ไม่เคยมีอาการปวดท้องหรือท้องอืดท้องเฟ้อ แต่มาเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อปี 45 แล้วก็รักษา ก่อนจะกลับจากโรงพยาบาลก็อุลตร้าซาวน์ดูก็เจอมะเร็งที่ตับ คิดว่าอยากจะปรึกษาอาจารย์สาทิส ถ้ามีโอกาสจะขอรบกวนอาจารย์ที่โรงพยาบาลเอกชนของอาจารย์ครับ และอยากจะฝากเพื่อนสมาชิกเรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่ พยายามสังเกตอุจจาระด้วย กรุณาอย่าเพิ่งชักโครกทิ้งเหมือนผม เลยได้มาอยู่โรงพยาบาล ช่วยสังเกตด้วยนะครับดร.สาทิส :

ขอแถมอีกนิดเดียว เวลาเป็นมะเร็งลำไส้ ตามรูปแบบของมะเร็งลำไส้มักจะกระจาย ไปที่ตับ แล้วจากตับไปที่ปอด 3 ตัวหนีไม่พ้น ลำไส้ ตับ ปอด เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วยังแถมอีกไปที่ปอดแล้วมักขึ้นสมอง ก็คงต้องพูดกันเยอะนะครับในเรื่องของรูปแบบของการกระจายของมะเร็งคำถาม :

โรคธาลัสซีเมีย ภาษาไทยเรียกว่าอะไร อาการเป็นอย่างไร รุนแรงแค่ไหนและแก้ไขอย่างไรดร.สาทิส :

ธาลัสซีเมีย เท่าที่ทราบเป็นโรคทางกรรมพันธุ์เกี่ยวกับเลือด ปกติขั้นสุดท้ายมักมีอาการล้มเหลวของตับ ม้าม อะไรต่ออะไรอีก เรื่องธาลัสซีเมียต้องพูดกันยาว เดี๋ยวนี้ทุกโรงพยาบาลมีผู้เชี่ยวชาญธาลัสซีเมียประจำอยู่แล้ว ถ้าอย่างไรคงต้องไปปรึกษาดูน่าจะได้รายละเอียดมากกว่าพิธีกร :

ทุกท่านคงจะเห็นด้วยว่า จากการฟังบรรยายในเรื่องนี้จากคุณวิจารณ์ คุณชาญณรงค์ คงจะทำให้มีความหวังขึ้นอีกเยอะเลย ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยคิดว่าไม่มีทางหายแล้ว ยังมีโอกาสเกิดขึ้นด้วย โดยเฉพาะการรักษาในแนวที่ ดร.สาทิส แนะนำ คือการรักษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์แผนปัจจุบันที่ลงตัว ในการพัฒนาตนเองให้มีสุขภาพองค์รวมที่ดี คงไม่สรุปถึงเรื่องสุขภาพองค์รวม แต่ในการบรรยายนี้อาจารย์ได้เพิ่มประเด็นที่สำคัญ โดยเฉพาะ ในเรื่องของครอบครัว กำลังใจได้จากครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง มีความจำเป็นที่จะช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้น กับอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในใจของตัวเองคือ ความมุ่งมั่นของคนไข้ที่จะหาย และที่สำคัญอีกประการคือ วินัย วินัยในการดูแลสุขภาพตัวเอง ศรัทธาความหวังในการที่จะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ดูแลตัวเองในวันนี้ให้ดีที่สุด ที่จะช่วยให้พรุ่งนี้ดีขึ้นสร้างเมื่อ 01 – เม.ย.- 48

โมบายแอปพลิเคชัน

กรมการแพทย์แผนไทยฯ


สามารถติดต่อเราผ่าน Line

 

ได้แล้ววันนี้

ติดตาม กองการแพทย์ทางเลือก

ผ่านทางโซเชียลมีเดีย​ได้ที่

       


กองการแพทย์ทางเลือก
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
อาคาร 2 ชั้น 6 และชั้น 7 กระทรวงสาธารณสุข
ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ : 02-591-7007
โทรสาร : 02 – 149 – 5637

4526879
This Month : 28669
This Year : 312500
Total Users : 546270
Views Today : 4453
Total views : 2094699
Server Time : 2020-11-28