Line oa_
งานจริง 2

ไม่แก่ได้ไหม

ดร. นพ. พัฒนา  เต็งอำนวย

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บและความตาย ย่อมเกิดขึ้นกับทุกคน แต่ความรู้ทางการแพทย์ทำให้คนในยุคปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้น แต่อายุที่ยืนยาวขึ้นนั้นอาจไม่ได้หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงก็ได้

การรักษาผู้สูงอายุในปัจจุบัน มักจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองความทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อรังมากกว่าจะรักษาที่สาเหตุ ทั้งนี้พบว่าสาเหตุของความเจ็บป่วย ในหลาย ๆ โรคเกิดขึ้นมาจากความชรา 

การป้องกันความเจ็บป่วยจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราจะทำได้ โดยคงต้องเริ่มจากการป้องกันความชรา เพื่อวางหนทางสู่สุขภาพที่ดีกว่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

ความชราคืออะไร

โดยหลักวิทยาศาสตร์ ความชรา(Aging) คือผลจากการสะสมของความเสื่อมสภาพที่มีต่อเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย นำไปสู่ความเจ็บป่วยและตาย จากการศึกษาพบว่า ความชราน่าจะเกิดจาก

สาเหตุหลักที่มาจากสิ่งแวดล้อม 4 ประการ คือ

1. อนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species)
2. ภาวะน้ำตาลสะสม (Advanced Glycosylation End Product)
3. การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation)
4. ภาวะพร่องฮอร์โมน (Hormonal Insufficiency)

อนุมูลอิสระคืออะไร

คน และสิ่งมีชีวิตต้องใช้ออกซิเจน จากอากาศที่เราหายใจ และอาหารที่เรากิน มาสร้างให้เป็นพลังงานของตัวเอง โดยแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์ในร่างกายอยู่ที่ไมโตคอนเดรีย (Mitochondria)

มี การศึกษาพบว่าคนเราแก่ชราก็เพราะไมโตคอนเดรียเสื่อมสภาพ ทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพ หยุดทำงาน ตาย หรือกลายสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ สิ่งที่ทำลายไมโตคอนเดรียคืออนุมูลอิสระ ซึ่งว่องไวมากที่จะไปทำปฏิกิริยารวมตัวได้ง่ายกับสารตัวอื่นๆในร่างกาย เช่นโปรตีนและไขมัน ผลที่เกิดตามมาก็คือ เซลล์สูญเสียซึ่งโครงสร้างและการทำหน้าที่ของเซลล์ อาจกล่าวได้ว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหลักของความชราและการเกิดโรคในผู้สูงอายุ ถ้าเปรียบร่างกายของคน ก็เหมือนกับเหล็ก ที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนแล้ว เกิดเป็นสนิมขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ตราบที่คนเรายังต้องการอากาศและอาหาร เพื่อยังชีพ เราก็ไม่อาจหยุดการเกิดอนุมูลอิสระได้ แต่เราชะลอได้ด้วยวิธีการ Caloric restriction นั่นคือเพิ่มการกินอาหารที่มีพลังงานต่ำเช่น ผัก ร่วมกับลดการกินอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น แป้ง และไขมัน มีการศึกษาซึ่งพบว่าสัตว์ทุกชนิดจะมีอายุยืนยาวขึ้นเมื่อจำกัดอาหาร แต่ต้องได้รับสารอาหารจำเป็นและวิตามินอย่างเพียงพอด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า พระสงฆ์ซึ่งฉันอาหารแต่เพียงน้อยมักจะอายุยืนยาวกว่าคนทั่วๆ ไป

ภาวะน้ำตาลสะสม คืออะไร

คนเรามักจะได้รับความรู้ว่า คาร์โบไฮเดรต(อาหารจำพวกแป้ง) เป็นสารอาหารจำเป็น เพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย และไม่ทำให้อ้วน แต่ความเป็นจริงในชีวิตของคนยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่ออกกำลังกาย และไม่ได้ใช้พลังงานมากนัก พลังงานจากแป้งและข้าวในแต่ละวันจึงมากเกินกว่าที่เราได้รับเข้าไป เกิดเป็น ภาวะน้ำตาลสะสม

บาง คนกินข้าวหลายๆ จานในมื้อเดียว และอีกวันละหลายมื้อ ตามด้วยขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม และผลไม้ แป้งจึงเกินอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก และไม่ถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่จะไปสะสมเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์(triglyceride) ไขมันสะสมนี้เองที่ทำให้เกิดความอ้วน และการอักเสบจากไขมันเกาะตับ

ที่สำคัญ เมื่อกินอาหารจำพวกแป้งเข้าไป จะถูกย่อยไปเป็นน้ำตาล ไปทำปฏิกิริยาอย่างช้าๆ กับโปรตีนในร่างกาย เกิดเป็นสารชนิดหนึ่งชื่อ Advanced glycosylation end product ยิ่งน้ำตาลสูงมาก และสูงนาน สารชนิดนี้ก็ยิ่งสูง ทำให้โปรตีนเกิดการเปลี่ยนสภาพ เซลล์ร่างกายเราจึงไม่สามารถทำงานตามปกติได้

วิธี ง่ายๆ เพื่อป้องกันความชราจากสาเหตุของน้ำตาลสะสม ก็คือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง นั่นคือหลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้งขัดขาว ได้แก่ ข้าวขาวๆ น้ำหวาน ไอศกรีม น้ำอัดลม เพราะทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการกิน ทางที่ดีควรเลือกกินแต่อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท (whole wheat) และธัญพืช เป็นต้น

การอักเสบเรื้อรัง คืออะไร

เมื่อมีการติดเชื้อโรคขึ้น ในร่างกายเราจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่จะผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งด้วยกลไกนี้เอง ที่ทำให้เกิดกระบวนการที่ช่วยทำลายเชื้อโรคขึ้นในร่างกาย

ส่วนอีกกลไกหนึ่ง โดยเซลล์ไขมัน จะผลิตสารตัวร้ายชื่อ pro-inflammatory cytokines ที่จะก่อให้เกิดการอักเสบขนาดน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา เรียกว่า การอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดหลอดเลือดอักเสบ ต่อมาไขมันจะไปเกาะอยู่ที่หลอดเลือด เรียกว่าเกิดเป็นภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดตีบ ที่หัวใจและที่สมอง

การอักเสบเรื้อรังยังทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเบาหวาน นั่นหมายถึงว่าความอ้วนยิ่งมากเท่าใด การอักเสบก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น โอกาสจะเกิดโรคก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ดังคำกล่าวว่า “การอักเสบเฉียบพลันจะช่วยให้เรารอดตาย แต่การอักเสบเรื้อรังนั้นฆ่าเราอย่างช้าๆ”

เราป้องกันการอักเสบเรื้อรังได้ ด้วยการลดน้ำหนักตัว ลดการกินแป้งและไขมันร่วมกับเพิ่มการออกกำลังกาย การกินน้ำมันปลา (Fish Oil omega-3) นั้นอาจช่วยปรับสมดุลของสาร inflammatory cytokinesดังกล่าว และลดการอักเสบลง น้ำมันปลายังเป็นส่วนประกอบหลักของสมอง อีกทั้งช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ได้ด้วย

ภาวะพร่องฮอร์โมน คืออะไร

คน เราเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ปริมาณฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นนั้นจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งฮอร์โมนที่อาจมีผลต่อการคงสภาพของเซลล์นั้น ได้แก่ เอสโตรเจน แอนโดรเจน โกรทฮอร์โมน และ เมลาโทนิน

เรา ทราบกันดีว่า ในวัยทองจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ และโรคกระดูกพรุนสูงขึ้น เป็นเพราะร่างกายผู้ชายจะหยุดสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน หรือฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง    

ใน อดีตมีการแนะนำให้ผู้ป่วยวัยทองใช้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งไม่ใช่ฮอร์โมนจากธรรมชาติแต่เป็นฮอร์โมนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น จึงอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น มะเร็งเต้านมจากฮอร์โมนเพศหญิง ภาวะดีซ่าน(cholestatic jaundice) จากฮอร์โมนเพศชาย แต่ในปัจจุบันได้มีการผลิตฮอร์โมนตัวใหม่ๆ ที่มีโครงสร้างเหมือนฮอร์โมนธรรมชาติ บางชนิดใช้ทาเพื่อให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง จึงมีผลข้างเคียงน้อย

โกรทฮอร์โมน (Growth hormone) หรือ บางคนเรียกว่าฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต เริ่มนิยมใช้ในต่างประเทศ แม้ยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ทั่วไป เพราะเกรงว่าฮอร์โมนนี้อาจมีผลต่อเซลล์ที่มีความผิดปกติอยู่แล้ว จะยิ่งเติบโตกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ อีกทั้งยังมีราคาแพงมาก

เมลาโทนิน(Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียลทำหน้าที่บอกถึงเวลาหลับ และยังช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ปัจจุบันใช้เพื่อรักษาอาการนอนหลับยากที่เกิดจากปัญหาการปรับตัวของร่างกาย จากการเดินทางเหลื่อมเวลา (Jet lag) และใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม (dementia) และมีความผิดปกติในการนอนหลับ

อายุรศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging Medicine)

คน ทั่วไปมักเข้าใจเพียงผิวเผินว่า อายุรศาสตร์ชะลอวัย เป็นเรื่องของความงาม เป็นเพียงเรื่องของการลดริ้วรอยบนผิวหน้า แต่ความจริงแล้วเป็นศาสตร์ใด ๆ ที่นำมาใช้เพื่อลดความชราโดยต้องเริ่มจากภายใน คือภายในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย จึงกล่าวได้ว่าอายุรศาสตร์ชะลอวัย เป็นเรื่องของการป้องกันหรือชะลอความชราจากภายใน เพื่อผลคือการป้องกันความเจ็บป่วยนั่นเอง

การฉีดโบท๊อก(Botox) เพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้านั้น มีลักษณะเช่นเดียวกับการปกปิดริ้วรอยด้วยเครื่องสำอาง จึงไม่ใช่การชะลอความชราที่แท้จริง เครื่องสำอางที่เรียกได้ว่าเป็น anti-aging medicine ที่แท้จริงต้องสามารถลดการเกิดริ้วรอยใหม่ ป้องกันฝ้า และป้องกันความชราอันเกิดจากแสงแดดได้ จะเห็นได้ว่า ยากันแดด อาจจัดเป็นอายุรศาสตร์ชะลอวัย อย่างหนึ่งได้

คน ที่มีผิวพรรณสดใส มักจะมีสุขภาพที่แข็งแรง จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า การป้องกันความชราที่จะได้ผลดี คงต้องเริ่มต้นจากสุขภาพกาย ใจ ที่ดีเป็นสำคัญ นี้เป็นหลักการรักษาสุขภาพและความงามจากภายในสู่ภายนอกด้วยอายุรศาสตร์ชะลอ วัย

การป้องกันความชราจึงไม่ใช่เป็นเรื่องเพ้อฝัน ด้วยในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาในสัตว์ทดลองที่พิสูจน์ แล้วว่าได้ผลจริง แม้กระทั่ง ยาลดไขมันกลุ่ม statin ก็สามารถป้องกันโรคและยืดอายุได้ แต่ การใช้ยากลุ่มนี้ อาจตามมาด้วยผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ภาวะตับและกล้ามเนื้ออักเสบ จึงมีการศึกษาโดยหันไปใช้สารสมุนไพร หรือวิตามินแทนการใช้ยา โดยหวังว่าวิตามินหรือสมุนไพร อาจช่วยป้องกันความชรา ช่วยป้องกันโรคได้ โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

วิตามิน ป้องกันความชรา?

การใช้วิตามินในหลักของอายุรศาสตร์ชะลอวัย มีจุดประสงค์ 3 ประการคือ

  1.   ทดแทนวิตามินที่เราอาจได้ไม่เพียงพอ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่กินแต่แป้งและขนม กินผักผลไม้น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีปัญหาการขบเคี้ยว และการรับรู้รสชาติอาหาร เคี้ยวเนื้อสัตว์ไม่ได้ กินผักก็ได้แต่ผักต้มเปื่อย ทำให้ขาดวิตามินสำคัญๆ หลายชนิด แม้แต่วิตามินดี ซึ่งพบได้น้อยในอาหาร และเรามักคิดว่าน่าจะได้เพียงพอแล้วจากแสงแดด แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักอยู่กลางแจ้งน้อยกว่าคนหนุ่มสาว จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี

การขาดวิตามินดี ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดภาวะกระดูกบางเท่านั้น แต่ยังจะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด ไตเสื่อม ภูมิต้านทานบกพร่อง และมะเร็งได้อีกด้วย

อีกทั้งแพทย์ส่วนใหญ่สั่งแคลเซียมให้คนไข้สูงอายุ โดยไม่ให้วิตามินดีร่วมด้วย แคลเซียมจะไม่ถูกดูดซึม แต่จะไปเกาะอยู่ตามเส้นเลือดแทนที่จะไปสะสมที่กระดูก ทำให้เกิดภาวะหินปูนเกาะเส้นเลือด ยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่กินแคลเซียมขนาดสูง อาจนำไปสู่ภาวะต่อมลูกหมากโต

  1.   วิตามินขนาดสูง ใช้เพื่อรักษาโรค เช่น วิตามินบี6 เพื่อรักษาปลายประสาทอักเสบ ใช้วิตามินบี3 เพื่อลดไขมันในเลือด ใช้วิตามินบี12 เพื่อรักษาโรคเวียนศรีษะที่เกิดจากระบบประสาททำงานผิดปกติ หรือใช้วิตามินเค เพื่อรักษาโรคกระดูกบาง เป็นต้น 

แหล่งของวิตามินบีที่ ดีคือ ผักนานาชนิด เนื้อสัตว์ ข้าวกล้อง ซึ่งผู้สูงอายุมีโอกาสขาดวิตามินบีได้ง่าย เพราะกินผักและเนื้อสัตว์ได้น้อย น้ำย่อยในกระเพาะลดปริมาณลง การดูดซึมอาหารไม่ดี

ถ้าต้องการวิตามินบีเสริม อาจต้องใช้วิตามินจากต่างประเทศ สำหรับวิตามินที่มีในประเทศไทย แนะนำให้ใช้วิตามินบี 1-6-12 หรือใช้บริวเวอร์ยีสต์ ซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินบีที่ดี (ไม่แนะนำวิตามินบีรวมที่ทำในประเทศ (B-complex) เพราะไม่มีวิตามินบี 12 และไม่แนะนำวิตามินรวมที่ทำในประเทศ (Multivitamin, MTV) เพราะมีวิตามินบีไม่ครบ และมีวิตามินตัวอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อยมาก)

  1.   ใช้เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอ ซี และ อี ช่วยจับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความชรา แต่ผลศึกษาการใช้วิตามินดังกล่าวเพื่อป้องกันโรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง ไม่พบถึงประโยชน์ของวิตามินทั้ง 3 ชนิด ในการป้องกันโรคได้อย่างเด่นชัด อีกทั้งพบว่าการใช้วิตามินเอในรูปของ เบต้าคาโรทีน ยังเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งปอด ในคนที่สูบบุหรี่

วิตามินเอ มีอยู่มากในแครอท มะละกอ และสับปะรด วิตามินซี มีมากในผักสีเขียว เช่น ผักชี บร็อคโคลี่ และในผลไม้หลากหลายชนิด วิตามินอี มีอยู่ในถั่ว น้ำมันมะกอก และธัญพืช 

ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีว่า มีข้อมูลการใช้สารต้านอนุมูลอิสระตัวใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • แอสตาแซนติน (Astaxanthin) สารสีแดงของปลาแซลมอนและกุ้ง เป็นวิตามินเอชนิดใหม่ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง มีรายงานถึงการใช้แอสตาแซนติน เพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวาน
  • เรสเวอราทรอล (Resveratrol) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล สกัดจากผิวองุ่น โดยเฉพาะองุ่นแดง มีการศึกษาพบว่าสามารถป้องกันโรคมะเร็ง โรคอ้วน และเบาหวานในสัตว์ทดลองได้
  • กรดแอลฟาไลโปอิก (Alpha lipoic acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงและดีมาก เพราะออกฤทธิ์ได้ทั้งในน้ำและในไขมัน และจะไปเปลี่ยนวิตามินซีในร่างกายให้ทำงานได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องกินวิตามินซีเข้าไปมากๆ มีการศึกษาในคน พบว่าสามารถช่วยรักษาภาวะปลายประสาทเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานได้ กรดแอลฟาไลโปอิก พบได้ในเนื้อสัตว์ ผักขม ผักบร็อคโคลี่ และยีสต์ทำขนมปัง
  • ซีลีเนียม (Selenium) ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ ป้องกันการตายของเซลล์ และช่วยสร้างฮอร์โมนทัยรอยด์ ซีลีเนียมพบมากในธัญพืชที่ไม่ขัดสีและกระเทียม ในปัจจุบันมีซีลีเนียมในรูปของ ยีสต์ซีลีเนียม ซึ่งราคาถูกและได้ผลดี มีการศึกษาในคนที่ได้รับยีสต์ซีลีเนียมขนาด 200 ไมโครกรัมต่อวัน จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอด ลำไส้ใหญ่ และต่อมลูกหมากได้
  • โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) ช่วยป้องกันโรคพาร์กินสัน(Parkinson) ใช้ในขนาดสูงเพื่อรักษาภาวะหัวใจวาย ปกติจะพบโคเอ็นไซม์คิวเท็น หรือเรียกสั้นๆ ว่า โคคิวเท็น ในอาหารเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ปลา อาหารทะเล รำข้าว ถั่วเปลือกแข็ง แต่ความร้อนจากการปรุงอาหารจะทำให้โคคิวเท็นถูกทำลายไป
  • เอ็น – อะเซททิล ซีสเทอีน (N-Acetyl cysteine) นอกจากใช้ในการละลายเสมหะแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นกลูตาไธโอน(glutathione) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักภายในเซลล์ ในปัจจุบันได้นำมาใช้เพื่อป้องกันไตวายจากการฉีดสารทึบแสง ป้องกันภาวะ (reperfusion injury) ในผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดอุดตัน และป้องกันตับวายจากพิษของยาพาราเซตามอล
  • สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ นอกเหนือจากที่กล่าวมา ก็คือ ขมิ้นชัน มังคุด ทับทิม และชาเขียว

บท สรุปของการใช้วิตามิน เพื่อต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ น่าจะมีประโยชน์อย่างมาก ทั้งนี้ควรกินวิตามินหลายชนิดเสริมฤทธิ์กัน แต่เลือกชนิดที่จำเป็น และไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

สำหรับ ผู้ที่ไม่ต้องการกินวิตามิน ควรต้องกินปลาที่ไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า กินไข่แดงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ฟอง(ไข่แดงมีวิตามินครบทุกชนิด) กินผักสดและผลไม้ กินสลัดผักสดกับน้ำมันมะกอก เป็นต้น

หนทางสู่สุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว

การชะลอความชรา หากทำได้จริง อาจเปรียบเสมือนมาตรการที่ดีที่สุดของการรักษาโรค สื่อความหมายว่า “การป้องกันความชรา หมายถึงการป้องกันโรค” นั่นเอง

การชะลอความชราเป็นองค์รวม มิใช่เพียงแค่การทานวิตามิน มิใช่เพียงแค่การออกกำลัง แต่คือทุกอย่างที่เป็นองค์รวมที่ส่งผลในทุกๆ ด้านของชีวิต ลองคิดดูว่า ถ้าคนที่ยังอายุไม่มาก ยึดหลักปฏิบัติตัวที่ถูกต้องโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ร่างกายก็จะคงสภาพอยู่นาน หลักปฏิบัตินั้นประกอบด้วย การออกกำลังสม่ำเสมอ การทานอาหารจำนวนน้อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีพลังงานสูง ควบคุมน้ำหนักตัว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีอันตรายต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงสารเสพติด ทำจิตใจให้สงบ พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพเพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่แรก ใช้ยารักษาโรคเมื่อจำเป็น สำหรับการใช้วิตามินและอาหารเสริมที่ถูกต้องเหมาะสม ก็จัดได้ว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดี  อย่าลืมว่า ถ้าจะรอให้ป่วยก็อาจจะสายเกินไปแล้ว

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บและความตาย ย่อมเกิดขึ้นกับทุกคน แต่ความรู้ทางการแพทย์ทำให้คนในยุคปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้น โดยอายุที่ยืนยาวขึ้นนั้นอาจไม่ได้หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงก็ได้

การรักษาผู้สูงอายุในปัจจุบัน มักจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองความทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อรังมากกว่าจะรักษาที่สาเหตุ ทั้งนี้พบว่าสาเหตุของความเจ็บป่วย ในหลาย ๆ โรคเกิดขึ้นมาจากความชรา การป้องกันความเจ็บป่วยจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราจะทำได้ โดยคงต้องเริ่มจากการป้องกันความชรา เพื่อหนทางสู่สุขภาพที่ดีกว่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

ความชราคืออะไร

โดยหลักวิทยาศาสตร์ ความชรา(Aging) คือผลจากการสะสมของความเสื่อมสภาพที่มีต่อเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย นำไปสู่ความเจ็บป่วยและตาย จากการศึกษาพบว่า ความชราน่าจะเกิดจากสาเหตุหลักจากสิ่งแวดล้อม 4 ประการ คือ

  1. อนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species)
  2. ภาวะน้ำตาลสะสม (Advanced Glycosylation End Product)
  3. การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation)
  4. ภาวะพร่องฮอร์โมน (Hormonal Insufficiency)

อนุมูลอิสระคืออะไร

คนและสิ่งมีชีวิตต้องใช้ออกซิเจน จากอากาศที่เราหายใจ และอาหารที่เรากิน มาสร้างให้เป็นพลังงานของตัวเอง โดยแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์ในร่างกายอยู่ที่ไมโตคอนเดรีย (Mitochondria)

มีการศึกษาพบว่าคนเราแก่ชราก็เพราะไมโตคอนเดรียเสื่อมสภาพ ทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพ หยุดทำงาน ตาย หรือกลายสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ สิ่งที่ทำลายไมโตคอนเดรียคืออนุมูลอิสระ ซึ่งว่องไวมากที่จะไปทำปฏิกิริยารวมตัวได้ง่ายกับสารตัวอื่นๆในร่างกาย เช่นโปรตีนและไขมัน ผลที่เกิดตามมาก็คือ เซลล์สูญเสียซึ่งโครงสร้างและการทำหน้าที่ของเซลล์ อาจกล่าวได้ว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหลักของความชราและการเกิดโรคในผู้สูงอายุ ถ้าเปรียบร่างกายของคน ก็เหมือนกับเหล็ก ที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนแล้ว เกิดเป็นสนิมขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ตราบที่คนเรายังต้องการอากาศและอาหาร เพื่อยังชีพ เราก็ไม่อาจหยุดการเกิดอนุมูลอิสระได้ แต่เราชะลอได้ด้วยวิธีการ Caloric restriction นั่นคือเพิ่มการกินอาหารที่มีพลังงานต่ำเช่น ผัก ร่วมกับลดการกินอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น แป้ง และไขมัน มีการศึกษาซึ่งพบว่าสัตว์ทุกชนิดจะมีอายุยืนยาวขึ้นเมื่อจำกัดอาหาร แต่ต้องได้รับสารอาหารจำเป็นและวิตามินอย่างเพียงพอด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า พระสงฆ์ซึ่งฉันอาหารแต่เพียงน้อยมักจะอายุยืนยาวกว่าคนทั่วๆ ไป

ภาวะน้ำตาลสะสม คืออะไร

คนเรามักจะได้รับความรู้ว่า คาร์โบไฮเดรต(อาหารจำพวกแป้ง) เป็นสารอาหารจำเป็น เพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย และไม่ทำให้อ้วน แต่ความเป็นจริงในชีวิตของคนยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่ออกกำลังกาย และไม่ได้ใช้พลังงานมากนัก พลังงานจากแป้งและข้าวในแต่ละวันจึงมากเกินกว่าที่เราได้รับเข้าไป เกิดเป็น ภาวะน้ำตาลสะสม

บางคนกินข้าวหลายๆ จานในมื้อเดียว และอีกวันละหลายมื้อ ตามด้วยขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม และผลไม้ แป้งจึงเกินอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก และไม่ถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่จะไปสะสมเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์(triglyceride) ไขมันสะสมนี้เองที่ทำให้เกิดความอ้วน และการอักเสบจากไขมันเกาะตับ

ที่สำคัญ เมื่อกินอาหารจำพวกแป้งเข้าไป จะถูกย่อยไปเป็นน้ำตาล ไปทำปฏิกิริยาอย่างช้าๆ กับโปรตีนในร่างกาย เกิดเป็นสารชนิดหนึ่งชื่อ Advanced glycosylation end product ยิ่งน้ำตาลสูงมาก และสูงนาน สารชนิดนี้ก็ยิ่งสูง ทำให้โปรตีนเกิดการเปลี่ยนสภาพ เซลล์ร่างกายเราจึงไม่สามารถทำงานตามปกติได้

วิธีง่ายๆ เพื่อป้องกันความชราจากสาเหตุของน้ำตาลสะสม ก็คือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง นั่นคือหลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้งขัดขาว ได้แก่ ข้าวขาวๆ น้ำหวาน ไอศกรีม น้ำอัดลม เพราะทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการกิน ทางที่ดีควรเลือกกินแต่อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท (whole wheat) และธัญพืช เป็นต้น

การอักเสบเรื้อรัง คืออะไร

เมื่อมีการติดเชื้อโรคขึ้น ในร่างกายเราจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่จะผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งด้วยกลไกนี้เอง ที่ทำให้เกิดกระบวนการที่ช่วยทำลายเชื้อโรคขึ้นในร่างกาย

ส่วนอีกกลไกหนึ่ง โดยเซลล์ไขมัน จะผลิตสารตัวร้ายชื่อ pro-inflammatory cytokines ที่จะก่อให้เกิดการอักเสบขนาดน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา เรียกว่า การอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดหลอดเลือดอักเสบ ต่อมาไขมันจะไปเกาะอยู่ที่หลอดเลือด เรียกว่าเกิดเป็นภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดตีบ ที่หัวใจและที่สมอง

การอักเสบเรื้อรังยังทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเบาหวาน นั่นหมายถึงว่าความอ้วนยิ่งมากเท่าใด การอักเสบก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น โอกาสจะเกิดโรคก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ดังคำกล่าวว่า “การอักเสบเฉียบพลันจะช่วยให้เรารอดตาย แต่การอักเสบเรื้อรังนั้นฆ่าเราอย่างช้าๆ”

เราป้องกันการอักเสบเรื้อรังได้ ด้วยการลดน้ำหนักตัว ลดการกินแป้งและไขมันร่วมกับเพิ่มการออกกำลังกาย การกินน้ำมันปลา (Fish Oil omega-3) นั้นอาจช่วยปรับสมดุลของสาร inflammatory cytokinesดังกล่าว และลดการอักเสบลง น้ำมันปลายังเป็นส่วนประกอบหลักของสมอง อีกทั้งช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ได้ด้วย

ภาวะพร่องฮอร์โมน คืออะไร

คนเราเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ปริมาณฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นนั้นจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งฮอร์โมนที่อาจมีผลต่อการคงสภาพของเซลล์นั้น ได้แก่ เอสโตรเจน แอนโดรเจน โกรทฮอร์โมน และ เมลาโทนิน

เราทราบกันดีว่า ในวัยทองจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ และโรคกระดูกพรุนสูงขึ้น เป็นเพราะร่างกายผู้ชายจะหยุดสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน หรือฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง    

ในอดีตมีการแนะนำให้ผู้ป่วยวัยทองใช้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งไม่ใช่ฮอร์โมนจากธรรมชาติแต่เป็นฮอร์โมนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น จึงอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น มะเร็งเต้านมจากฮอร์โมนเพศหญิง ภาวะดีซ่าน (cholestatic jaundice) จากฮอร์โมนเพศชาย แต่ในปัจจุบันได้มีการผลิตฮอร์โมนตัวใหม่ๆ ที่มีโครงสร้างเหมือนฮอร์โมนธรรมชาติ บางชนิดใช้ทาเพื่อให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง จึงมีผลข้างเคียงน้อย

โกรทฮอร์โมน (Growth hormone)หรือบางคนเรียกว่าฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต เริ่มนิยมใช้ในต่างประเทศ แม้ยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ทั่วไป เพราะเกรงว่าฮอร์โมนนี้อาจมีผลต่อเซลล์ที่มีความผิดปกติอยู่แล้ว จะยิ่งเติบโตกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ อีกทั้งยังมีราคาแพงมาก

เมลาโทนิน(Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียลทำหน้าที่บอกถึงเวลาหลับ และยังช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ปัจจุบันใช้เพื่อรักษาอาการนอนหลับยากที่เกิดจากปัญหาการปรับตัวของร่างกายจากการเดินทางเหลื่อมเวลา (Jet lag) และใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม (dementia) และมีความผิดปกติในการนอนหลับ

อายุรศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging Medicine)

คนทั่วไปมักเข้าใจเพียงผิวเผินว่า อายุรศาสตร์ชะลอวัย เป็นเรื่องของความงาม เป็นเพียงเรื่องของการลดริ้วรอยบนผิวหน้า แต่ความจริงแล้วเป็นศาสตร์ใด ๆ ที่นำมาใช้เพื่อลดความชราโดยต้องเริ่มจากภายใน คือภายในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย จึงกล่าวได้ว่าอายุรศาสตร์ชะลอวัย เป็นเรื่องของการป้องกันหรือชะลอความชราจากภายใน เพื่อผลคือการป้องกันความเจ็บป่วยนั่นเอง

การฉีดโบท๊อก(Botox) เพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้านั้น มีลักษณะเช่นเดียวกับการปกปิดริ้วรอยด้วยเครื่องสำอาง จึงไม่ใช่การชะลอความชราที่แท้จริง เครื่องสำอางที่เรียกได้ว่าเป็น anti-aging medicine ที่แท้จริงต้องสามารถลดการเกิดริ้วรอยใหม่ ป้องกันฝ้า และป้องกันความชราอันเกิดจากแสงแดดได้ จะเห็นได้ว่า ยากันแดด อาจจัดเป็นอายุรศาสตร์ชะลอวัย อย่างหนึ่งได้

คนที่มีผิวพรรณสดใส มักจะมีสุขภาพที่แข็งแรง จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า การป้องกันความชราที่จะได้ผลดี คงต้องเริ่มต้นจากสุขภาพกาย ใจ ที่ดีเป็นสำคัญ นี้เป็นหลักการรักษาสุขภาพและความงามจากภายในสู่ภายนอกด้วยอายุรศาสตร์ชะลอวัย

                การป้องกันความชราจึงไม่ใช่เป็นเรื่องเพ้อฝัน ด้วยในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาในสัตว์ทดลองที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง แม้กระทั่ง ยาลดไขมันกลุ่ม statin ก็สามารถป้องกันโรคและยืดอายุได้ แต่การใช้ยากลุ่มนี้ อาจตามมาด้วยผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ภาวะตับและกล้ามเนื้ออักเสบ จึงมีการศึกษาโดยหันไปใช้สารสมุนไพร หรือวิตามินแทนการใช้ยา โดยหวังว่าวิตามินหรือสมุนไพร อาจช่วยป้องกันความชรา ช่วยป้องกันโรคได้ โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

วิตามิน ป้องกันความชรา?

การใช้วิตามินในหลักของอายุรศาสตร์ชะลอวัย มีจุดประสงค์ 3 ประการคือ

  1.   ทดแทนวิตามินที่เราอาจได้ไม่เพียงพอ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่กินแต่แป้งและขนม กินผักผลไม้น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีปัญหาการขบเคี้ยว และการรับรู้รสชาติอาหาร เคี้ยวเนื้อสัตว์ไม่ได้ กินผักก็ได้แต่ผักต้มเปื่อย ทำให้ขาดวิตามินสำคัญๆ หลายชนิด แม้แต่วิตามินดี ซึ่งพบได้น้อยในอาหาร และเรามักคิดว่าน่าจะได้เพียงพอแล้วจากแสงแดด แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักอยู่กลางแจ้งน้อยกว่าคนหนุ่มสาว จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี

การขาดวิตามินดี ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดภาวะกระดูกบางเท่านั้น แต่ยังจะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด ไตเสื่อม ภูมิต้านทานบกพร่อง และมะเร็งได้อีกด้วย

อีกทั้งแพทย์ส่วนใหญ่สั่งแคลเซียมให้คนไข้สูงอายุ โดยไม่ให้วิตามินดีร่วมด้วย แคลเซียมจะไม่ถูกดูดซึม แต่จะไปเกาะอยู่ตามเส้นเลือดแทนที่จะไปสะสมที่กระดูก ทำให้เกิดภาวะหินปูนเกาะเส้นเลือด ยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่กินแคลเซียมขนาดสูง อาจนำไปสู่ภาวะต่อมลูกหมากโต

  1.   วิตามินขนาดสูง ใช้เพื่อรักษาโรค เช่น วิตามินบี6 เพื่อรักษาปลายประสาทอักเสบ ใช้วิตามินบี3 เพื่อลดไขมันในเลือด ใช้วิตามินบี12 เพื่อรักษาโรคเวียนศรีษะที่เกิดจากระบบประสาททำงานผิดปกติ หรือใช้วิตามินเค เพื่อรักษาโรคกระดูกบาง เป็นต้น 

แหล่งของวิตามินบีที่ดีคือ ผักนานาชนิด เนื้อสัตว์ ข้าวกล้อง ซึ่งผู้สูงอายุมีโอกาสขาดวิตามินบีได้ง่าย เพราะกินผักและเนื้อสัตว์ได้น้อย น้ำย่อยในกระเพาะลดปริมาณลง การดูดซึมอาหารไม่ดี

ถ้าต้องการวิตามินบีเสริม อาจต้องใช้วิตามินจากต่างประเทศ สำหรับวิตามินที่มีในประเทศไทย แนะนำให้ใช้วิตามินบี 1-6-12 หรือใช้บริวเวอร์ยีสต์ ซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินบีที่ดี (ไม่แนะนำวิตามินบีรวมที่ทำในประเทศ (B-complex) เพราะไม่มีวิตามินบี 12 และไม่แนะนำวิตามินรวมที่ทำในประเทศ (Multivitamin, MTV) เพราะมีวิตามินบีไม่ครบ และมีวิตามินตัวอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อยมาก)

  1.   ใช้เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอ ซี และ อี ช่วยจับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความชรา แต่ผลศึกษาการใช้วิตามินดังกล่าวเพื่อป้องกันโรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง ไม่พบถึงประโยชน์ของวิตามินทั้ง 3 ชนิด ในการป้องกันโรคได้อย่างเด่นชัด อีกทั้งพบว่าการใช้วิตามินเอในรูปของ เบต้าคาโรทีน ยังเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งปอด ในคนที่สูบบุหรี่

                วิตามินเอ มีอยู่มากในแครอท มะละกอ และสับปะรด วิตามินซี มีมากในผักสีเขียว เช่น ผักชี บร็อคโคลี่ และในผลไม้หลากหลายชนิด วิตามินอี มีอยู่ในถั่ว น้ำมันมะกอก และธัญพืช 

ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีว่า มีข้อมูลการใช้สารต้านอนุมูลอิสระตัวใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • แอสตาแซนติน (Astaxanthin) สารสีแดงของปลาแซลมอนและกุ้ง เป็นวิตามินเอชนิดใหม่ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง มีรายงานถึงการใช้แอสตาแซนติน เพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวาน
  • เรสเวอราทรอล (Resveratrol) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล สกัดจากผิวองุ่น โดยเฉพาะองุ่นแดง มีการศึกษาพบว่าสามารถป้องกันโรคมะเร็ง โรคอ้วน และเบาหวานในสัตว์ทดลองได้
  • กรดแอลฟาไลโปอิก (Alpha lipoic acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงและดีมาก เพราะออกฤทธิ์ได้ทั้งในน้ำและในไขมัน และจะไปเปลี่ยนวิตามินซีในร่างกายให้ทำงานได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องกินวิตามินซีเข้าไปมากๆ มีการศึกษาในคน พบว่าสามารถช่วยรักษาภาวะปลายประสาทเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานได้ กรดแอลฟาไลโปอิก พบได้ในเนื้อสัตว์ ผักขม ผักบร็อคโคลี่ และยีสต์ทำขนมปัง
  • ซีลีเนียม (Selenium) ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ ป้องกันการตายของเซลล์ และช่วยสร้างฮอร์โมนทัยรอยด์ ซีลีเนียมพบมากในธัญพืชที่ไม่ขัดสีและกระเทียม ในปัจจุบันมีซีลีเนียมในรูปของ ยีสต์ซีลีเนียม ซึ่งราคาถูกและได้ผลดี มีการศึกษาในคนที่ได้รับยีสต์ซีลีเนียมขนาด 200 ไมโครกรัมต่อวัน จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอด ลำไส้ใหญ่ และต่อมลูกหมากได้
  • โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) ช่วยป้องกันโรคพาร์กินสัน(Parkinson) ใช้ในขนาดสูงเพื่อรักษาภาวะหัวใจวาย ปกติจะพบโคเอ็นไซม์คิวเท็น หรือเรียกสั้นๆ ว่า โคคิวเท็น ในอาหารเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ปลา อาหารทะเล รำข้าว ถั่วเปลือกแข็ง แต่ความร้อนจากการปรุงอาหารจะทำให้โคคิวเท็นถูกทำลายไป
  • เอ็น – อะเซททิล ซีสเทอีน (N-Acetyl cysteine) นอกจากใช้ในการละลายเสมหะแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นกลูตาไธโอน(glutathione) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักภายในเซลล์ ในปัจจุบันได้นำมาใช้เพื่อป้องกันไตวายจากการฉีดสารทึบแสง ป้องกันภาวะ (reperfusion injury) ในผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดอุดตัน และป้องกันตับวายจากพิษของยาพาราเซตามอล
  • สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ นอกเหนือจากที่กล่าวมา ก็คือ ขมิ้นชัน มังคุด ทับทิม และชาเขียว

บทสรุปของการใช้วิตามิน เพื่อต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ น่าจะมีประโยชน์อย่างมาก ทั้งนี้ควรกินวิตามินหลายชนิดเสริมฤทธิ์กัน แต่เลือกชนิดที่จำเป็น และไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการกินวิตามิน ควรต้องกินปลาที่ไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า กินไข่แดงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ฟอง(ไข่แดงมีวิตามินครบทุกชนิด) กินผักสดและผลไม้ กินสลัดผักสดกับน้ำมันมะกอก เป็นต้น

หนทางสู่สุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว

การชะลอความชรา หากทำได้จริง อาจเปรียบเสมือนมาตรการที่ดีที่สุดของการรักษาโรค สื่อความหมายว่า “การป้องกันความชรา หมายถึงการป้องกันโรค” นั่นเอง

การชะลอความชราเป็นองค์รวม มิใช่เพียงแค่การทานวิตามิน มิใช่เพียงแค่การออกกำลัง แต่คือทุกอย่างที่เป็นองค์รวมที่ส่งผลในทุกๆ ด้านของชีวิต ลองคิดดูว่า ถ้าคนที่ยังอายุไม่มาก ยึดหลักปฏิบัติตัวที่ถูกต้องโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ร่างกายก็จะคงสภาพอยู่นาน หลักปฏิบัตินั้นประกอบด้วย การออกกำลังสม่ำเสมอ การทานอาหารจำนวนน้อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีพลังงานสูง ควบคุมน้ำหนักตัว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีอันตรายต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงสารเสพติด ทำจิตใจให้สงบ พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพเพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่แรก ใช้ยารักษาโรคเมื่อจำเป็น สำหรับการใช้วิตามินและอาหารเสริมที่ถูกต้องเหมาะสม ก็จัดได้ว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดี  อย่าลืมว่า ถ้าจะรอให้ป่วยก็อาจจะสายเกินไปแล้ว

โมบายแอปพลิเคชัน

 

กรมการแพทย์แผนไทยฯ


สามารถติดต่อเราผ่าน Line

 

ได้แล้ววันนี้

ติดตาม กองการแพทย์ทางเลือก

ผ่านทางโซเชียลมีเดีย​ได้ที่

       


กองการแพทย์ทางเลือก
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
อาคาร 2 ชั้น 6 และชั้น 7 กระทรวงสาธารณสุข
ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ : 02 591 7007 ต่อ 2607
โทรสาร : 02 149 5637
อีเมล์ : Thaicam2019@gmail.com

5119490
This Month : 22036
Total Users : 1009003
Views Today : 4625
Server Time : 2022-05-20