“ในระหว่างที่ข้าพเจ้าศึกษาทบทวนความรู้และข้อปฏิบัติของการแพทย์แบบแผนตามที่เคยใช้มาแต่เดิมๆ ให้บังเอิญที่ข้าพเจ้าได้ค้นพบหนทางใหม่สู่สัจธรรม …หนทางสายนี้ข้าพเจ้าจำต้องดำเนินไปตามลำพัง ยิ่งเดิน ก็ยิ่งไกลออกไปจากถนนเมนสายเดิมที่การแพทย์แบบแผนได้ปูลาดไว้ …จากสัจจะสู่สัจจะ ข้อแล้วข้อเล่าที่ข้าพเจ้าก้าวล่วงไปเป็นลำดับ ข้าพเจ้าก็ยิ่งพบตนเองเดินห่างออกไปจากโครงสร้างแห่งความรู้เก่าๆที่ข้าพเจ้าเดินจากมาความจริงใหม่ๆที่ข้าพเจ้าได้ค้นพบ ถูกบันทึกไว้แล้วในหนังสือเล่มนี้”

ซามูเอล ฮานีมาน แห่งไลป์ซิก เขียนไว้ในบทนำของคำภีร์เล่มดัง The Healing Art of Homeopathy – The Organon of Samuel Hahnemann เมื่อ ค.ศ.1810 ตำรานี้เป็นฐานแห่งความรู้ของวิชาโฮมีโอพาธี ซึ่งกลายเป็นการแพทย์พื้นบ้านที่แพร่หลายที่สุดในทวีปยุโรป ที่หยั่งรากลึกมากว่า 200 ปี ทั้งได้ข้ามทะเลไปยังราชอาณาจักรอังกฤษ กลายเป็นรากฐานของการแพทย์แบบพึ่งตนเองของอังกฤษ ประเทศที่ได้รับการยกย่องในความเลอเลิศของเวชศาสตร์ครอบครัว ที่ใช้การแพทย์พื้นบ้านผสานการแพทย์แบบแผน ได้อย่างแยบยลประเทศหนึ่ง

เขาเขียนต่อไว้อีกว่า “ที่เหลืออยู่ก็คือหน้าที่ของแพทย์ทั้งหลายเอง ที่จะยอมเปิดตาของตนเองสู่สัจจะความจริงที่แบอยู่เบื้องหน้า …ขอเพียงแต่ให้เราปราศจากซึ่งอคติ และมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความจริงอันลึกซึ้งในวิชาชีพที่น่าภาคภูมิใจของมนุษยชาติ…วิชาแพทย์”

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจหลักของโฮมีโอพาธี เริ่มจากการเตรียมสารรักษากันก่อน สารรักษาเตรียมขึ้นจากสมุนไพรหรือสารอื่นที่ใส่ไว้ในแอลกอฮอล์ นำเอาทิงเจอร์นี้มา 1 หยด เจือในน้ำ 10 หรือ 100 เท่า (ถ้าละลาย 10 ส่วนเรียกกันว่า D ถ้าละลาย 100 ส่วนเรียกกันว่า C) จากนี้เขย่าขวดสารละลายนี้ แล้วนำเอา 1 หยดของสารละลายที่ถูกเขย่าแล้ว ไปเจือในน้ำ 10 หรือ 100 เท่า แล้วเขย่าอีก ทำเช่นนี้ต่อๆ ไปอีกหลายๆ ครั้ง เรียกหลักการนี้ว่า “การเพิ่มศักยภาพ” เพราะตามหลักโฮมีโอพาธียิ่งเจือให้จางลงมากเท่าไหร่ สารละลายนั้นๆ จะยิ่งมีศักยภาพในการรักษามากเป็นทบทวี

สารละลายที่เจือถูกเจือแบบ 1:10 สัก 10 ครั้งจะเรียกในภาษาโฮมีโอพาธีว่า D10 ที่เจือ 1:100 และทำสัก 10 ครั้งเรียกว่า C10 (โมเลกุลของสารที่ถูกเจือถึง D10 จะมีส่วนของสารที่เจืออยู่ในสารละลายนี้เพียง 10-10 หรือเท่ากับ 1 ใน 10 ล้าน และโมเลกุลของสารที่ถูกเจือถึง C10 จะมีส่วนของสารที่เจือในสารละลายนี้เพียง 10-20) สารละลายขวดสุดท้ายที่ได้นี้จะเป็นตัวที่ใช้งานเพื่อการรักษา

ทีนี้ถ้าใช้สารที่เจือแบบ 1:100 และทำต่อเนื่องกันไป 12 ครั้ง สารละลายสุดท้ายจะมีส่วนของสารที่เจืออยู่ในสารละลายเพียง 10-24 แต่เนื่องจากความรู้ที่เรามีอยู่เดิมมีว่า จำนวนอะตอมของสาร 1 mole มีประมาณ 6×1023 อะตอม ก็แสดงว่าสารละลายที่เจือไว้ 12 ครั้ง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีอะตอมของเจ้าสารนั้นอยู่แม้แต่อะตอมเดียว และในทางปฏิบัติจริงๆ สารละลายที่ใช้ในการรักษาของโฮมีโอพาธีจะผ่านการเจือจางไม่เพียง 10 ครั้ง แต่บางทีทำถึง 1,000 ครั้ง นั่นหมายความว่า ในสารละลายนั้นจะไม่มีอะตอมของสารที่นำมาเจือจางอยู่เลย แต่การณ์กลับปรากฏให้เป็นที่แปลกใจว่า สารละลายยิ่งเจือจำนวนครั้งยิ่งมาก กลับยิ่งมีศักยภาพสูงในการบำบัดรักษาโรค ทั้งๆที่สารละลายที่เจือจำนวนครั้งมากๆ นั้น จะไม่มีแม้แต่อะตอมเดียวของสารนั้นๆ ในน้ำที่ใช้บำบัดเลยก็ตาม

ความจริงที่ค้นพบประการนี้ จะไม่มีวันเป็นที่เข้าใจได้ของแพทย์หรือนักเภสัชวิทยาแบบฉบับ ที่ในหัวคิดมีแต่ภาพพจน์ของสารยาเข้าไปกระทำกับปุ่มรับบนผนังเซลล์ที่รับการบำบัด นั่นเป็นวิธีคิดที่ติดตัวมาโดยตลอดของแพทย์ที่เรียนรู้มาทางวิทยาศาสตร์กายเนื้อ ที่ตกทอดมาจากความรู้รุ่นเดอะของ ไอแซก นิวตัน ตำราทางแพทย์และเภสัชวิทยาจะบอกพวกเขาแต่เพียงเรื่องของ dose ยา ที่ต้องคำนวณจำนวนเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวผู้ป่วย และต้องบริหารยาในปริมาณที่เพียง จึงจะเกิดบทบาทต่อร่างกายผู้ป่วย พวกเขาจึงเข้าใจไม่ได้อย่างยิ่ง ต่อประสบการณ์ที่พบว่า สสารเพียงอะตอมเดียว หรือไม่มีแม้แต่เงาของอะตอมนั้นๆ สามารถส่งผลต่อร่างกายของผู้ป่วยที่รับการบำบัดรักษาได้

เราจะเข้าใจโฮมีโอพาธีได้ ต้องนำความรู้เกี่ยวกับพลังกายทิพย์ที่อาศัยน้ำประจุพลังเป็นสื่อ เรารู้มาแล้วว่า น้ำเป็นสารที่มีศักยภาพในการสกัดเอาคลื่นสั่นสะเทือนต่างๆ มาไว้ในตัว อย่างการศึกษาของ ดร.แกรด ที่ทดลองให้เห็นว่า น้ำที่ผ่านมือนักบำบัด สามารถประจุพลังสั่นสะเทือนหรือพลังกายทิพย์จากนักบำบัดเข้าไว้ในตัว แล้วปล่อยพลังเหล่านั้นเข้าสู่เมล็ดพืชที่กำลังงอก ให้เกิดการงอกงามมากกว่าเมล็ดพืชที่ได้รับน้ำอย่างปกติ ในกรณีของโฮมีโอพาธี กระบวนการเจือสารละลายหลายสิบหลายร้อยเท่า ด้วยการเขย่าขวดสารละลาย สิ่งที่สารละลายสกัดออกมาจากโมเลกุลของสมุนไพรไม่ใช่ตัวเนื้อของสมุนไพร เพราะมันถูกเจือจางมากจนไม่เหลือแม้แต่โมเลกุลหรืออะตอมเดียว แต่สิ่งที่สารละลายนั้นสกัดออกมา คือคลื่นสั่นสะเทือนของสมุนไพรชนิดนั้นที่กลายเป็น “ลายพิมพ์” พิมพ์ไว้ในน้ำขณะที่มันถูกเขย่าให้ผสมผสานกัน อาจเรียกว่าเป็น “กายทิพย์” ของสมุนไพรชนิดนั้นต่างหาก ที่ถูกประจุไว้ในการเจือจางทีละขวดทีละขวด

ทีนี้น้ำประจุพลังดังกล่าวเกิดผลกับร่างกายของผู้ป่วยอย่างไร? ก่อนจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราต้องใช้มุมมองใหม่ว่าด้วยการเกิดโรคจากจุดยืนด้านคลื่นพลังบำบัด ฮานิมานกล่าวย้ำมาแต่ไหนแต่ไรว่า โฮมีโอพาธีรักษาโรคด้วยการสร้าง “โรคเทียม” ที่มีอาการคล้ายกับ “โรคแท้” ของผู้ป่วยรายนั้นๆ แล้วอาศัยโรคเทียมนี้ไปกระตุ้นปฏิกิริยาโต้ตอบจากร่างกาย ให้เกิดการสมานคืนตัวเอง หลักการของฮานีมานคล้ายกับการสร้างวัคซีนและฉีดวัคซีน นั่นคือไวรัสหรือชิ้นส่วนของไวรัสถูกฉีดให้กับคน เพื่อให้คนผู้นั้นสร้างภูมิต้านทานต่อไวรัสตัวนั้นขึ้นมา แต่แทนที่จะกระตุ้นการตอบสนองทางกายภาพตามกระบวนการของการฉีดวัคซีน โฮมีโอพาธีกลับกระตุ้นการตอบสนองทางคลื่นสั่นสะเทือนที่มีต่อโรคนั้นๆขึ้นมาแทน

ผู้อ่านจะซาบซึ้งในหลักการนี้ได้ ขอทบทวนหลักคิดว่าด้วยการมีสุขภาพดีและการเกิดโรคด้วยมุมมองทางด้านคลื่นพลังงานหรือกายทิพย์อีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ

เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า สิ่งต่างๆในจักรวาลนอกจากตัวกายเนื้อที่พิสูจน์จับต้องได้แล้ว สิ่งต่างๆก็ยังมีกายทิพย์หรือคลื่นพลังงานที่เป็นโครงคร่าวของสิ่งนั้นๆดำรงอยู่คู่กัน เพราะสรรพสิ่งเป็นทั้งมวลสารและพลังงานในเวลาเดียวกัน เป็นทั้งอนุภาคและคลื่นสั่นสะเทือนในเวลาเดียวกัน เป็นทั้งรูปและนามที่ดำรงอยู่ด้วยกันทุกเสี้ยววินาทีตามหลักวิทยาศาสตร์ควอนตัม

ใบไม้มีกายทิพย์ คน สัตว์มีกายทิพย์ แม้แต่โลกและเอกภพก็มีกายทิพย์ดำรงอยู่ การป่วยเจ็บของคนเราเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงที่คลื่นพลังงานของเราก่อน (ดังกรณีที่ เซมิออน คีร์เลียน ถ่ายภาพรังสีของตนเองไม่ติด ก่อนหน้าที่จะพบว่าตนเองป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรงอยู่กว่า 1 สัปดาห์หลังจากวันนั้น) ถ้าคลื่นพลังไม่ได้รับการแก้ไขสู่สมดุล การป่วยเจ็บก็ซึมลึกลงสู่กายเนื้อ เกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บให้เราเห็น ตั้งแต่โรคติดเชื้อไปจนถึงโรคมะเร็ง

สมมติร่างกายของเราปกติมีคลื่นสั่นสะเทือนที่ 300 Hz แต่เมื่อติดเชื้อหวัด เราจะเกิดไข้ซึ่งเป็นการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกำจัดเชื้อหวัด ในขณะเกิดไข้เราอาจมีคลื่นสั่นสะเทือนที่ 475 Hz ไข้หวัดจึงจะหายได้ ทีนี้ในเมื่อเชื้อหวัดทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาสั่นสะเทือนที่ 475 Hz แล้วหายจากหวัด ถ้าเช่นนั้นถ้าใช้สารอะไรก็ตามที่ก่อคลื่นสั่นสะเทือนของร่างกายให้ขึ้นถึง 475 Hz ย่อมจะเกิดผลรักษาโรคนั้นๆได้เช่นกัน

นี่เป็นที่มาของโฮมีโอพาธีที่พยายามหาสารอะไรก็ตาม ที่กินแล้วเกิดอาการป่วยแบบเดียวกับเวลาเป็นโรคนั้นจริงๆ เมื่อเจือจางสารนั้นให้ถึงที่สุดแล้ว จนไม่เหลือโมเลกุลของสารนั้นเหลืออยู่เลย แต่สารนั้นได้สร้าง “ลายพิมพ์” ในน้ำประจุพลังเอาไว้ เมื่อดื่มเข้าไปก็ก่อให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนอาการแบบเดียวกัน ผลก็คือร่างกายจะตอบสนองต่อสารนั้นและพลอยตอบสนองกับโรคจริงๆที่มีอยู่ในตัวด้วย จึงเกิดการบำบัดโรคภายในตัวเองในที่สุด

หลักของโฮมีโอพาธี ก็คือ น้อยรักษามาก คลื่นพลัง เปลี่ยนแปลง มวลสาร

น่าแปลกที่ว่า ซามูเอล ฮานีมาน ค้นพบเมื่อ 200 ปีก่อน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พิสูจน์ ทฤษฎีควอนตัม เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ดร.ริชาร์ด เกอร์เบอร์ มาอธิบายเรื่องนี้ได้เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา แต่การแพทย์แบบแผนส่วนใหญ่ในวันนี้ยังพิศวงงงงวย และรับไม่ได้กับผลการบำบัดของกลุ่มวิชาคลื่นพลังบำบัด

โมบายแอปพลิเคชัน

กรมการแพทย์แผนไทยฯ


สามารถติดต่อเราผ่าน Line

 

ได้แล้ววันนี้

ติดตาม กองการแพทย์ทางเลือก

ผ่านทางโซเชียลมีเดีย​ได้ที่

       


กองการแพทย์ทางเลือก
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
อาคาร 2 ชั้น 6 และชั้น 7 กระทรวงสาธารณสุข
ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ : 02-591-7007
โทรสาร : 02 – 149 – 5637

4526494
This Month : 28284
This Year : 312115
Total Users : 545885
Views Today : 2004
Total views : 2092250
Server Time : 2020-11-28